วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

The Hebrew Language—Episode 1: How God Speaks


ภาษาที่ไม่มีอนาคต — แต่รู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น

คนอิสราเอล หรือคนยิว คือชนชาติของพระเจ้า และด้วยเหตุนั้นเอง ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพวกเขาจึงน่าสนใจและน่าศึกษาอย่างยิ่ง

ในบทความนี้ ผมอยากพาทุกท่านไปรู้จักกับภาษาฮีบรู (Hebrew) ภาษาของชนชาติอิสราเอล และภาษาที่ใช้บันทึกพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม (Old Testament) แต่ไม่ใช่แค่รู้จัก — เราจะเจาะลึกลงไปในบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในภาษานี้ ที่เมื่อเข้าใจแล้ว จะเปลี่ยนวิธีที่คุณอ่านพระคัมภีร์ไปตลอดกาล

ฉบับแปลที่กล้าพูดความจริง


ถ้าพูดถึงฉบับแปลพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ มีอยู่มากมายหลายฉบับ แต่มีอยู่ฉบับหนึ่งที่โดดเด่นจากทุกฉบับ นั่นคือ Young's Literal Translation (YLT)


ผู้แปลคือ Robert Young (โรเบิร์ต ยัง) นักวิชาการพระคัมภีร์ (Bible scholar) ชาวสกอตแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญภาษาฮีบรู เขาไม่ได้แปลเพื่อให้อ่านไหลลื่น — เขาแปลเพื่อให้ตรงความจริง

ในขณะที่ฉบับยอดนิยมอย่าง King James Version (KJV) และ New King James Version (NKJV) แปลโดยคำนึงถึงความไหลลื่นของภาษาอังกฤษเป็นหลัก YLT เลือกซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับภาษาฮีบรู โดยเฉพาะในเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก — เรื่องของกาล (Tense)

ความลับของภาษาฮีบรู

ในบทนำของ YLT โรเบิร์ต ยัง ได้วางหลักการน่าสนใจไว้ 2 ข้อ

1. ภาษาฮีบรูไม่มีอนาคตกาล

ภาษาฮีบรูมีเพียง Present Tense และ Past Tense เท่านั้น ไม่มี Future Tense

แล้วเวลาที่คนฮีบรูต้องการพูดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น พวกเขาทำอย่างไร? คำตอบคือ พวกเขาใช้ Past Tense — ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นและสำเร็จไปแล้ว ซึ่งต่างจากภาษาอังกฤษโดยสิ้นเชิง

2. คนฮีบรูเดินทางไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ

เมื่อคนฮีบรูกล่าวถึงเหตุการณ์ใด ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต พวกเขาจะพูดราวกับว่าตัวเองได้ย้ายไปอยู่ ณ จุดนั้นของเวลาและสถานที่จริงๆ พวกเขาใช้ Present Tense บรรยายราวกับกำลังยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้น ต่างจากโลกตะวันตกที่มองเหตุการณ์จากระยะห่าง และแยก Past / Future Tense ตามลำดับเวลาอย่างชัดเจน

สรุปสั้นๆ — เมื่อคนยิวกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น พวกเขาใช้ Past Tense ราวกับว่ามันสำเร็จไปแล้ว

ยิ่งคิดยิ่งอัศจรรย์ พระเจ้าประทานภาษาที่ไม่มีอนาคตกาลให้กับชนชาติของพระองค์ เพราะนี่คือวิธีที่พระเจ้าตรัส — พระองค์พูดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด ราวกับว่ามันสำเร็จแล้ว แล้วทำไมพระเจ้าถึงพูดแบบนั้น? เพราะสำหรับพระองค์ มันสำเร็จแล้วจริงๆ

มาสำรวจพระคัมภีร์กัน

ผมขออ้างอิง 3 ฉบับประกอบกัน ได้แก่ ฉบับภาษาไทย (TBS1971), New King James Version (NKJV) และ Young's Literal Translation (YLT)

ฉากนี้คือตอนที่พระเจ้ามาปรากฏกับอับราม (Abram) พระองค์ทำ 2 อย่าง — หนึ่ง ให้พระสัญญาว่าเขาจะได้เป็นบิดาของบรรดาประชาชาติ และสอง เปลี่ยนชื่อเขาจากอับรามเป็นอับราฮัม (Abraham)
⁴ <<นี่พันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ⁵ ชื่อของเจ้าจะมิใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย
ปฐมกาล 17:4-5 (TBS1971)

⁴ "As for Me, behold, My covenant is with you, and you shall be a father of many nations. ⁵ No longer shall your name be called Abram, but your name shall be Abraham; for I have made you a father of many nations.
Genesis 17:4-5 (NKJV)

⁴ 'I — lo, My covenant [is] with thee, and thou hast become father of a multitude of nations; ⁵ and thy name is no more called Abram, but thy name hath been Abraham, for father of a multitude of nations have I made thee;
Genesis 17:4-5 (YLT)
Tense บอกทุกอย่าง

มาเปรียบเทียบ NKJV กับ YLT กันนะครับ

ใน NKJV ข้อ 4 ใช้ "you shall be a father of many nations" และข้อ 5 ว่า "your name shall be Abraham" — กาลที่ใช้คืออนาคตกาล (Future Tense) ความหมายของ "shall be" คือ ณ ขณะที่กล่าว ยังไม่ได้เป็น แต่จะเป็นในอนาคต

ทีนี้มาดู YLT กัน ภาษาค่อนข้างเป็นอังกฤษโบราณ ผมขอ modernize ให้อ่านง่ายขึ้น เรียกว่า Modernized YLT นะครับ:

> ข้อ 4: "you have become father of a multitude of nations"
> ข้อ 5: "your name has been Abraham"

เห็นความต่างไหมครับ? ใน NKJV ใช้ Future Tense แต่ใน Modernized YLT ทั้งข้อ 4 และข้อ 5 ใช้ Present Perfect Tense

ครูสอนภาษาอังกฤษขอแทรกสักครู่


- Present Perfect Tense — เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และยังมีผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
- Past Perfect Tense — เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้วในอดีต

แปลออกมาเป็นภาษาบ้านๆ ก็คือ — "พระเจ้าได้เปลี่ยนชื่ออับรามเป็นอับราฮัมเสร็จสิ้นแล้ว และอับราฮัมได้เป็นบิดาของบรรดาประชาชาติแล้ว และยังคงเป็นอยู่จนถึงปัจจุบัน"

เดี๋ยวก่อน — อับราฮัมยังไม่มีลูกสักคนเลยนะ

ณ จุดนั้น อับราฮัมไม่มีทายาท ซาราห์ (Sarah) ภรรยาของเขาก็เป็นหมัน แต่พระเจ้าตรัสถึงเขาราวกับว่าเขาเป็นบิดาของบรรดาประชาชาติแล้ว

นี่ไม่ใช่แค่สำนวนพูด — นี่คือวิธีที่พระเจ้ามองความจริง พระองค์ทรงอยู่เหนือกาลเวลา ทรงเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตพร้อมกันในคราวเดียว สำหรับพระองค์ สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว — แม้ว่าเราจะยังไม่เห็นมันก็ตาม

แล้วถ้าเราพูดแบบพระเจ้าล่ะ?

การเข้าใจวิธีที่พระเจ้าตรัส จะเปิดพระคัมภีร์ให้เราในมิติที่ลึกกว่าเดิม และช่วยให้เราตีความได้ตรงกับพระประสงค์ของพระองค์มากขึ้น

แต่ยังมีคำถามที่น่าสนใจกว่านั้น — ถ้าเราพูดเหมือนที่พระเจ้าตรัส จะเกิดอะไรขึ้น?

When we speak like God, we can't help but receive God's results.

2 ความคิดเห็น:

  1. พระเจ้าอยู่เหนือกาลเวลา และสิ่งใดที่พระองค์ทรงตรัส เป็นจริงเสมอ พระเจ้านั้นแสนยิ่งใหญ่ สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ30 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:03

    ลึกซึ้งมากค่ะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ