พระเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮัมตอนไหน? — กาลาเทีย 3:8 บอกว่าพระองค์ทรงทำ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเอาไว้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร?
กท 3:8 และพระคัมภีร์นั้นรู้ล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะทรงให้คนต่างชาติเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ จึงได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮัมล่วงหน้าว่า ชนชาติทั้งหลายจะได้รับพระพรเพราะเจ้า (TBS1971)
Gal 3:8 And the Scripture, foreseeing that God would justify the Gentiles by faith, preached the gospel to Abraham beforehand, saying, "In you all the nations shall be blessed." 9 So then those who are of faith are blessed with believing Abraham. (NKJV)
พระเจ้าประกาศข่าวประเสริฐกับอับราฮัมตอนไหน?
นักศาสนศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ในเวลากลางคืน ดังที่บันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาล 15 ครับ
อับราฮัมนั่งอยู่ในเต็นท์ตอนกลางคืน เขาอายุมากแล้ว ภรรยายังไม่มีลูก และคำสัญญาของพระเจ้าดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกวัน
แล้วพระเจ้าก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด —
พระองค์ไม่ได้ประทานม้วนหนังสือ ไม่ได้ส่งทูตสวรรค์มาพร้อมคำสั่ง
พระองค์พาอับราฮัมออกมานอกเต็นท์ แล้วบอกให้มองขึ้นไปบนฟ้า
ปฐก 15:5 พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า “มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด” แล้วพระองค์ตรัสว่า “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น” (TBS1971)
Gen 15:5 Then He brought him outside and said, "Look now toward heaven, and count the stars if you are able to number them." And He said to him, "So shall your descendants be." (NKJV)
พระเจ้าประกาศข่าวประเสริฐกับอับราฮัม ในค่ำคืนที่ดาวเต็มฟ้า
มีแค่ชายคนหนึ่ง ดาวเต็มท้องฟ้า และพระเจ้าที่กำลังจะเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
Gen 15:5 Then He brought him outside and said, "Look now toward heaven, and count the stars if you are able to number them." And He said to him, "So shall your descendants be." (NKJV)
พระเจ้าประกาศข่าวประเสริฐกับอับราฮัม ในค่ำคืนที่ดาวเต็มฟ้า
มีแค่ชายคนหนึ่ง ดาวเต็มท้องฟ้า และพระเจ้าที่กำลังจะเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ספר Saphar คืออะไร?
ผมเชื่อว่าพวกเราคงเหมือนผมใช่ไหมครับ เมื่อไหร่ที่เรียนพระคัมภีร์ในปฐมกาล 15 ข้อ 5 เราจะได้ยินว่าพระเจ้าให้อับราฮัมนับดาวบนท้องฟ้า และพระเจ้าจะอวยพรให้เขามีลูกหลานมากมายอย่างดวงดาว
เรามาดูบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้กันครับ — Context is king.
ผมเชื่อว่าพวกเราคงเหมือนผมใช่ไหมครับ เมื่อไหร่ที่เรียนพระคัมภีร์ในปฐมกาล 15 ข้อ 5 เราจะได้ยินว่าพระเจ้าให้อับราฮัมนับดาวบนท้องฟ้า และพระเจ้าจะอวยพรให้เขามีลูกหลานมากมายอย่างดวงดาว
เรามาดูบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้กันครับ — Context is king.
ปฐก 15:5-6 5พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า “มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับ (saphar) ดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด” แล้วพระองค์ตรัสว่า “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น” 6อับรามก็เชื่อพระเจ้า ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน (TBS1971)
Gen 15:5-6 5 Then He brought him outside and said, "Look now toward heaven, and count (saphar) the stars if you are able to number them." And He said to him, "So shall your descendants be." 6 And he believed in the Lord, and He accounted it to him for righteousness. (NKJV)
ในข้อ 6 พระคัมภีร์บอกกับเราว่า อับรามก็เชื่อพระเจ้า และความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรม
ถ้าอับราฮัมชอบธรรมได้เพราะเชื่อแค่ว่าจะมีลูกหลานมากมาย — พระเยซูคริสต์ก็ไม่จำเป็นต้องมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ผมว่าแปลกครับ เพราะมันค้านกับแก่นสารสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของความเชื่อคริสเตียน
เพราะความชอบธรรมต้องมาผ่านทางความเชื่อในงานที่สำเร็จแล้วขององค์พระเยซูเท่านั้น ไม่ว่าจะในยุคพันธสัญญาเดิม ยุคพันธสัญญาใหม่ หรือยุคไหนๆ ก็ตาม
เป็นไปได้ไหมว่าความหมายในข้อ 5 เป็นอะไรที่มากกว่าที่พวกเราเคยได้ยินมา?
คำว่า "นับ" ในพระคัมภีร์ภาษาไทย หรือคำว่า "count" ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ คือคำว่า ספר — อ่านว่า "ซา-ฟาร์" (Saphar) ในภาษาฮีบรู
สดด19:1 ฟ้าสวรรค์ประกาศ (saphar) พระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์ (TBS1971)
Ps 19:1 The heavens declare (saphar) the glory of God; And the firmament shows His handiwork. (NKJV)
คำเดียวกัน รากเดียวกัน
ฟ้าสวรรค์ไม่ได้ "นับ" พระสิริของพระเจ้า — ฟ้าสวรรค์ "เล่าเรื่อง" พระสิริของพระองค์
และเมื่อพระเจ้าพาอับราฮัมออกมาดูดาวคืนนั้น พระองค์ไม่ได้บอกให้นับ
พระองค์บอกให้ฟังเรื่องราวที่เขียนไว้บนฟ้า
นั่นคือคืนที่พระเจ้าเทศนาพระกิตติคุณครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ
เมื่อเราตีความเช่นนี้ ข้อ 6 จึงสมเหตุสมผลครับ ว่าทำไมอับราฮัมจึงชอบธรรม — อับราฮัมชอบธรรมเพราะเชื่อในพระกิตติคุณและในงานที่สำเร็จแล้วของพระเยซูคริสต์ในอนาคต แต่พวกเราเชื่อกลับไปในอดีต
ไม่ว่าเราจะอยู่ยุคใด สมัยใดก็ตาม เราชอบธรรมมาทางความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น
Gen 15:5-6 5 Then He brought him outside and said, "Look now toward heaven, and count (saphar) the stars if you are able to number them." And He said to him, "So shall your descendants be." 6 And he believed in the Lord, and He accounted it to him for righteousness. (NKJV)
ในข้อ 6 พระคัมภีร์บอกกับเราว่า อับรามก็เชื่อพระเจ้า และความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรม
ถ้าอับราฮัมชอบธรรมได้เพราะเชื่อแค่ว่าจะมีลูกหลานมากมาย — พระเยซูคริสต์ก็ไม่จำเป็นต้องมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ผมว่าแปลกครับ เพราะมันค้านกับแก่นสารสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของความเชื่อคริสเตียน
เพราะความชอบธรรมต้องมาผ่านทางความเชื่อในงานที่สำเร็จแล้วขององค์พระเยซูเท่านั้น ไม่ว่าจะในยุคพันธสัญญาเดิม ยุคพันธสัญญาใหม่ หรือยุคไหนๆ ก็ตาม
เป็นไปได้ไหมว่าความหมายในข้อ 5 เป็นอะไรที่มากกว่าที่พวกเราเคยได้ยินมา?
คำว่า "นับ" ในพระคัมภีร์ภาษาไทย หรือคำว่า "count" ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ คือคำว่า ספר — อ่านว่า "ซา-ฟาร์" (Saphar) ในภาษาฮีบรู
Saphar มีความหมายหลักว่า "เล่าเรื่อง / บอกเรื่องราว / ประกาศ" (to tell, to declare, to recount a story) — ไม่ใช่แค่นับตัวเลขและคำเดียวกันนี้ปรากฏอีกครั้งในสดุดี 19 —
สดด19:1 ฟ้าสวรรค์ประกาศ (saphar) พระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์ (TBS1971)
Ps 19:1 The heavens declare (saphar) the glory of God; And the firmament shows His handiwork. (NKJV)
คำเดียวกัน รากเดียวกัน
ฟ้าสวรรค์ไม่ได้ "นับ" พระสิริของพระเจ้า — ฟ้าสวรรค์ "เล่าเรื่อง" พระสิริของพระองค์
และเมื่อพระเจ้าพาอับราฮัมออกมาดูดาวคืนนั้น พระองค์ไม่ได้บอกให้นับ
พระองค์บอกให้ฟังเรื่องราวที่เขียนไว้บนฟ้า
นั่นคือคืนที่พระเจ้าเทศนาพระกิตติคุณครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ
เมื่อเราตีความเช่นนี้ ข้อ 6 จึงสมเหตุสมผลครับ ว่าทำไมอับราฮัมจึงชอบธรรม — อับราฮัมชอบธรรมเพราะเชื่อในพระกิตติคุณและในงานที่สำเร็จแล้วของพระเยซูคริสต์ในอนาคต แต่พวกเราเชื่อกลับไปในอดีต
ไม่ว่าเราจะอยู่ยุคใด สมัยใดก็ตาม เราชอบธรรมมาทางความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น
เปาโลรู้เรื่องนี้ — และพูดถึงมันโดยตรง
รม 10:17-18 17ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์ 18ข้าพเจ้าถามว่า “เขาทั้งหลายไม่ได้ยินหรือ” เขาได้ยินแล้วจริงๆ เสียงของเขากระจายออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำของเขาประกาศออกไปถึงสุดปลายพิภพ (TBS1971)
Rom 10:17-18 17 So then faith comes by hearing, and hearing by the word of God. 18 But I say, have they not heard? Yes indeed: "Their sound has gone out to all the earth, And their words to the ends of the world." (NKJV)
อาจารย์เปาโลยืนยันสิ่งนี้ในพระธรรมโรม 10 ข้อ 18 โดยอ้างถึงพระธรรมสดุดี 19 — บทเดียวกับที่เรากำลังพูดถึง
ข่าวประเสริฐไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อพระเยซูมาประสูติ — แต่ถูกเขียนเอาไว้บนท้องฟ้าตั้งแต่พระเจ้าวางรากสร้างโลก เพื่อให้ทุกชนชาติทุกภาษาได้ยิน โดยไม่ต้องมีนักแปล
รม 10:17-18 17ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์ 18ข้าพเจ้าถามว่า “เขาทั้งหลายไม่ได้ยินหรือ” เขาได้ยินแล้วจริงๆ เสียงของเขากระจายออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำของเขาประกาศออกไปถึงสุดปลายพิภพ (TBS1971)
Rom 10:17-18 17 So then faith comes by hearing, and hearing by the word of God. 18 But I say, have they not heard? Yes indeed: "Their sound has gone out to all the earth, And their words to the ends of the world." (NKJV)
อาจารย์เปาโลยืนยันสิ่งนี้ในพระธรรมโรม 10 ข้อ 18 โดยอ้างถึงพระธรรมสดุดี 19 — บทเดียวกับที่เรากำลังพูดถึง
ข่าวประเสริฐไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อพระเยซูมาประสูติ — แต่ถูกเขียนเอาไว้บนท้องฟ้าตั้งแต่พระเจ้าวางรากสร้างโลก เพื่อให้ทุกชนชาติทุกภาษาได้ยิน โดยไม่ต้องมีนักแปล
Astronomy vs Astrology — ต่างกันยังไง?
ก่อนไปต่อ ต้องแยกสองคำนี้ให้ชัดก่อนครับ เพราะคนมักสับสน
Astronomy (ดาราศาสตร์) คือวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาดาว ตำแหน่ง การเคลื่อนที่ และองค์ประกอบของวัตถุในอวกาศ — เป็นการสังเกตสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง
Astrology (โหราศาสตร์) คือความเชื่อที่ว่าดาวควบคุมชะตากรรมของคุณ — ว่าคุณเกิดราศีอะไร ดาวพระเคราะห์อยู่ที่ไหน จะมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร ซึ่งพระคัมภีร์ห้ามอย่างชัดเจน (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-12)
Gospel in the Stars ที่เรากำลังพูดถึงคือ Astronomy ครับ
ดาวบนท้องฟ้าเป็น พยาน (Witness) ถึงพระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่กำหนดโชคชะตาชีวิตของเรา
ดาวไม่ได้กำหนดชีวิตคุณ
แต่ดาวบอกเรื่องราวของพระองค์ผู้ที่กำหนดทุกสิ่ง
ใครถอดรหัสเรื่องนี้?
ศตวรรษที่ 19 มีนักวิชาการ 2 คนที่อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาเรื่องนี้
Astrology (โหราศาสตร์) คือความเชื่อที่ว่าดาวควบคุมชะตากรรมของคุณ — ว่าคุณเกิดราศีอะไร ดาวพระเคราะห์อยู่ที่ไหน จะมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร ซึ่งพระคัมภีร์ห้ามอย่างชัดเจน (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-12)
Gospel in the Stars ที่เรากำลังพูดถึงคือ Astronomy ครับ
ดาวบนท้องฟ้าเป็น พยาน (Witness) ถึงพระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่กำหนดโชคชะตาชีวิตของเรา
ดาวไม่ได้กำหนดชีวิตคุณ
แต่ดาวบอกเรื่องราวของพระองค์ผู้ที่กำหนดทุกสิ่ง
ใครถอดรหัสเรื่องนี้?
ศตวรรษที่ 19 มีนักวิชาการ 2 คนที่อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาเรื่องนี้
Joseph A. Seiss เขียน "The Gospel in the Stars" (1882) และ E.W. Bullinger เขียน "The Witness of the Stars" (1893) — ทั้งคู่ศึกษาชื่อดาวโบราณในภาษาฮีบรูและภาษาอาหรับ และพบว่าชื่อของดาวแต่ละดวงไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาลอยๆ
ดาวที่สว่างที่สุดในราศีกันย์ชื่อ Spica — มาจากภาษาฮีบรู "Zerah" แปลว่า "กิ่งก้านที่งอกออกมา" ตรงกับเยเรมีย์ 23:5 ที่พูดถึงพระเมสสิยาห์ว่าเป็น "กิ่งก้านที่ชอบธรรม"
ดาวในราศีพิจิกชื่อ Antares — มาจากภาษาฮีบรู "Lesath" แปลว่า "การต่อยของงู" ตรงกับปฐมกาล 3:15 คำพยากรณ์แรกในพระคัมภีร์ ว่าพระเมสสิยาห์จะเหยียบหัวงูแหลก และงูจะทำให้ส้นเท้าของพระองค์ฟกช้ำ
ดาวในราศีสิงห์ชื่อ Regulus — มาจากรากภาษาฮีบรู "Regel" แปลว่า "เท้าที่เหยียบย่ำ" ตรงกับภาพพระคริสต์ที่เหยียบย่ำศัตรูใต้พระบาท
ชื่อดาวเหล่านี้เก่ากว่ากรีก เก่ากว่าโรม และเก่ากว่าระบบราศีใดๆ ในโลก
ดาวในราศีสิงห์ชื่อ Regulus — มาจากรากภาษาฮีบรู "Regel" แปลว่า "เท้าที่เหยียบย่ำ" ตรงกับภาพพระคริสต์ที่เหยียบย่ำศัตรูใต้พระบาท
ชื่อดาวเหล่านี้เก่ากว่ากรีก เก่ากว่าโรม และเก่ากว่าระบบราศีใดๆ ในโลก
12 กลุ่มดาว 12 บท 1 เรื่องราว
คืนนั้นที่อับราฮัมแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เขาไม่ได้เห็นแค่แสงระยิบระยับ
คืนนั้นที่อับราฮัมแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เขาไม่ได้เห็นแค่แสงระยิบระยับ
เขาเห็นเรื่องราวทั้งเรื่อง —
ตั้งแต่หญิงพรหมจารีที่จะให้กำเนิดพระผู้ช่วยให้รอด ไปจนถึงงูร้ายที่จะต่อยส้นเท้าของพระองค์ ไปจนถึงเมษโปดกที่จะถูกเชือดเพื่อไถ่บาปโลก และจบลงที่สิงโตที่จะฟื้นคืนพระชนม์และครองราชย์นิรันดร์
12 กลุ่มดาว 12 บท 1 เรื่องราว
อ้างอิง: Seiss, Joseph A. "The Gospel in the Stars" (1882) | Bullinger, E.W. "The Witness of the Stars" (1893) | Allen, Richard H. "Star Names: Their Lore and Meaning" (1899) | พระคัมภีร์ฉบับ TBS1971 และ NKJV





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น