ในตอนที่แล้ว เราได้เห็นแล้วว่าคนอิสราเอลมาลงเอยที่อียิปต์ได้อย่างไร ตั้งแต่โยเซฟที่ถูกขาย ไปจนถึงโกเชนที่กลายเป็นกรงทอง และในที่สุดพระเจ้าก็ทรงเลือกโมเสสให้เป็นผู้นำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาส
แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ โมเสสพาพวกเขาออกมาได้ แต่ไม่สามารถพาพวกเขาเข้าไปได้
ทำไม?
นั่นคือสิ่งที่เราจะมาไขกันในตอนนี้ครับ
คนอิสราเอลต้องใช้เวลาเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารนานถึง 40 ปี ตัวเลข 40 ในบริบทนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่มีความหมายเล็งถึง 1 ชั่วอายุคน พระเจ้าไม่ได้แค่ให้พวกเขาเดิน พระองค์กำลังรอให้คนรุ่นหนึ่งหมดไป เพื่อที่คนรุ่นใหม่จะเข้าสู่แผ่นดินพระสัญญาแทน
แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะพูดถึงในตอนต่อๆ ไปครับ
สิ่งที่ผมอยากให้พี่น้องโฟกัสในตอนนี้ก็คือ ภาพสัญลักษณ์ (Typology) ของตัวบุคคล โดยเฉพาะ 3 คนที่เราไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เลย นั่นก็คือ โมเสส, โยชูวา และคาเลบ
อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ในบทความภาพสัญลักษณ์ตอนที่ 2 ว่า พระคัมภีร์เดิมเป็นเงา (Shadow) ในขณะที่พระคัมภีร์ใหม่เป็นแก่นสาร (Substance) และพระเยซูกับงานที่สำเร็จแล้วของพระองค์เป็นกุญแจที่จะไขภาพความลับในพระคัมภีร์ให้เกิดความกระจ่าง
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าอยากเข้าใจพระคัมภีร์เดิม ต้องมองผ่านเลนส์ของพระเยซูครับ
และเมื่อเรามองผ่านเลนส์นั้น บุรุษทั้ง 3 คนนี้ก็เริ่มพูดถึงบางอย่างที่ลึกกว่าประวัติศาสตร์มากๆ
โมเสส — ภาพสัญลักษณ์ของธรรมบัญญัติ
ชัดเจนว่า "โมเสส" เป็นภาพสัญลักษณ์ของ "ธรรมบัญญัติ"
สำหรับคนยิวแล้ว เวลาพูดถึงโมเสส พวกเขาจะนึกถึงบัญญัติ 10 ประการทันที บ่อยครั้งในพระคัมภีร์ เวลากล่าวถึงบัญญัติ พระคัมภีร์จะเรียกว่า "พระบัญญัติของโมเสส (The Law of Moses)" แม้กระทั่งพระเยซูเองก็ใช้คำนี้
ลก 24:44 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "นี่เป็นถ้อยคำของเรา ซึ่งเราได้บอกไว้แก่ท่านทั้งหลายเมื่อเรายังอยู่กับท่านว่า บรรดาคำที่เขียนไว้ในพระราชบัญญัติของโมเสส และในคัมภีร์ศาสดาพยากรณ์ และในหนังสือสดุดีกล่าวถึงเรานั้น จำเป็นจะต้องสำเร็จ"
หัวใจของพันธสัญญาเดิมก็คือ "ธรรมบัญญัติ" และหลักการของพันธสัญญานี้ตรงไปตรงมามากครับ
ทำดีได้รับการอวยพร ทำชั่วโดนแช่งสาป
ผู้ใดถือรักษาธรรมบัญญัติ ผู้นั้นได้รับการอวยพร ผู้ใดฝ่าฝืน ผู้นั้นโดนแช่งสาป และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ผลของคำแช่งสาปไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวคนผิด แต่สามารถส่งต่อไปถึงลูกหลานอีก 3-4 ชั่วอายุคน (อพย 20:5)
การถือรักษาบัญญัติจึงต้องอาศัย แรงพยายาม (Self-Effort) อย่างมาก ดังนั้นเอง ธรรมบัญญัติ, พันธสัญญาเดิม และแรงพยายาม จึงเป็นเหมือนภาพเดียวกันใน 3 แง่มุม
แล้วธรรมบัญญัติทำอะไรได้บ้าง? อัครทูตเปาโลบอกไว้ตรงๆ เลยครับ
รม 3:20 เพราะว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้ (TBS1971)
และเมื่อเรารู้แล้วว่าเราเป็นคนบาป และเราช่วยตัวเองไม่ได้ เราก็ต้องการผู้ช่วย และนั่นนำเราไปสู่คำถามถัดไปครับ
แล้วธรรมบัญญัติมีไว้เพื่ออะไรกันแน่? อัครทูตเปาโลตอบคำถามนี้ไว้ชัดเจนมากในพระธรรมกาลาเทีย
กท 3:24-25 24เพราะฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงควบคุมเราไว้จนพระคริสต์เสด็จมา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ 25แต่บัดนี้ความเชื่อนั้นได้มาแล้ว เราจึงมิได้อยู่ใต้บังคับของผู้ควบคุมอีกต่อไปแล้ว (TBS1971)
Gal 3:24-25 — "Therefore the law was our tutor to bring us to Christ, that we might be justified by faith. But after faith has come, we are no longer under a tutor." (NKJV)
ธรรมบัญญัติไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพาเราไปถึงจุดหมาย แต่เพื่อพาเราไปหาพระคริสต์ต่างหาก
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม โมเสสจึงพาคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ได้ แต่ไม่สามารถพาพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินพระสัญญาได้
ธรรมบัญญัติทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนบาป แต่ไม่สามารถช่วยเราให้พ้นจากบาปได้ นั่นต้องเป็นงานของอีกคนหนึ่ง
จากโมเสส เรามาต่อกันที่ โยชูวา
ชื่อของโยชูวา หรือ Yeshua ในภาษาฮีบรู เมื่อแปลออกมาเป็นภาษากรีกก็คือคำว่า "Jesus" หรือ "เยซู" นั่นเอง และคำว่า Yeshua มีความหมายว่า ผู้ช่วยชีวิต, ผู้ช่วยเหลือ, ผู้ช่วยให้รอด หรือผู้กู้
ความหมายที่ชัดเจนอย่างนี้ คงจะแปลความเป็นอื่นไปไม่ได้ครับ
โยชูวาเป็นภาพเล็ง หรือภาพสัญลักษณ์ของพระเยซูคริสต์
โมเสสพาคนอิสราเอลออกมาจากอียิปต์ได้ แต่โยชูวาต่างหากที่พาพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินพระสัญญา ในแบบเดียวกัน ธรรมบัญญัติอาจทำให้เราตระหนักว่าเราเป็นคนบาป แต่มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่พาเราเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระเจ้าและชีวิตแห่งพระพรได้
นี่ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ นี่คือพระกิตติคุณที่ซ่อนอยู่ในพระคัมภีร์เดิมครับ




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น