มีถ้อยคำหนึ่งของพระเยซูที่ทำให้คริสเตียนจำนวนมากหวาดกลัวมานาน—“เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย” ถ้อยคำสั้น ๆ ที่ทำให้หลายคนต้องย้อนถามตัวเองว่า แล้วถ้าวันนั้นเป็นเราล่ะ? แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากความกลัวทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพียงจุดเดียว? และเมื่อเปิดพระคัมภีร์ให้ครบทั้งบริบท สิ่งที่เคยดูเหมือนคำพิพากษาที่น่ากลัว อาจกำลังชี้ไปยังความจริงอีกด้านที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน… มัทธิว 7 อาจไม่ใช่ตอนที่ควรทำให้ผู้เชื่อหวาดกลัวเลยก็ได้
พระคัมภีร์ มัทธิว 7 ตอนนี้ ผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งในตอนที่สร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องคริสเตียนที่เชื่อเรื่องการสูญเสียความรอดได้มากที่สุดตอนหนึ่ง รวมถึงผมเองเมื่อหลายปีก่อนด้วยเช่นกัน
ก่อนที่เราจะไปดูข้อพระคัมภีร์ตอนดังกล่าว เรามาดูข้อพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งกันก่อน
One Man's Sin, Death Reigns
มนุษย์ทั้งพงศ์พันธุ์เป็นคนบาป เพราะอาดัมที่เป็น Federal Head ทำบาป และเมื่อเราเป็นคนบาป เราจึงทำบาป
เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาปตอนที่เราเป็นคนบาปนั้น ไม่ว่าเราจะทำความดีมากเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะของเราจากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรมได้เลย ความผิดพลาดของอาดัมนั้นยิ่งใหญ่มาก
— โรม 5:12 (TBS1971)
Therefore, just as through one man sin entered the world, and death through sin, and thus death spread to all men, because all sinned—
— Romans 5:12 (NKJV)
แต่ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ตอนเดียวกันนี้ต่อเพื่อให้เห็นบริบท พระคัมภีร์ใช้คำว่า much more สำหรับอาดัมคนสุดท้าย ซึ่งก็คือพระเยซูคริสต์ ว่างานที่สำเร็จแล้วของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่กว่างานที่ล้มเหลวของอาดัม
เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนนั้นคนเดียว เป็นเหตุให้ความตายครอบงำอยู่โดยคนนั้นคนเดียว มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์ถ้างานที่ล้มเหลวของอาดัม ทำให้ความชอบธรรมที่เราทำไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะของเราได้เลย แล้วเหตุใด งานที่สำเร็จแล้วของพระเยซู จึงด้อยกว่า จนสถานะผู้ชอบธรรมของเราสูญสิ้นไป และกลับกลายเป็นคนบาปได้อีก? นั่นยังเป็นแค่การเทียบเท่ากันเท่านั้น ยังไม่ต้องพูดถึง Much More เลยด้วยซ้ำ
— โรม 5:17 (TBS1971)
For if by the one man's offense death reigned through the one, much more those who receive abundance of grace and of the gift of righteousness will reign in life through the One, Jesus Christ.)
— Romans 5:17 (NKJV)
สำหรับคนยิวในยุคพันธสัญญาเดิม ในวันลบมลทินบาป มหาปุโรหิตเข้าไปประพรมโลหิตในอภิสุทธิสถาน ความชอบธรรมของทั้งชนชาตินั้นยังคงอยู่ได้ถึง 1 ปี จนถึงวันลบมลทินบาปในปีถัดไป แล้วทำไม พระโลหิตนิรันดร์ขององค์พระเยซู จึงด้อยค่ากว่าเลือดแพะ แกะ และสัตวบูชาเล่า?
¹¹ แต่เมื่อพระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐ ซึ่งมาถึงแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จเข้าไปสู่เต็นท์อันใหญ่ยิ่งกว่าแต่ก่อน (ที่ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือ คือไม่ใช่เต็นท์แห่งโลกนี้) ¹² พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ศาสนศาสตร์ดังกล่าว น่าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องแล้ว
— ฮีบรู 9:11-12 (TBS1971)
¹¹ But Christ came as High Priest of the good things to come, with the greater and more perfect tabernacle not made with hands, that is, not of this creation. ¹² Not with the blood of goats and calves, but with His own blood He entered the Most Holy Place once for all, having obtained eternal redemption.
— Hebrews 9:11-12 (NKJV)
เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราได้รับสถานะเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า และสถานะนั้นคงอยู่ตลอดไปเป็นนิรันดร์
เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ผมพูดอย่างนี้ มิได้หมายความว่าเราจะไม่ผิดพลาด แต่แม้เราผิดพลาด สถานะผู้ชอบธรรมของเราก็ยังคงอยู่ อาจารย์เปาโลจึงได้กล่าวว่า Awake to Righteousness and Sin Not
— 2 โครินธ์ 5:21 (TBS1971)
For He made Him who knew no sin to be sin for us, that we might become the righteousness of God in Him.
— 2 Corinthians 5:21 (NKJV)
Awake to righteousness, and do not sin; for some do not have the knowledge of God. I speak this to your shame.ชีวิตที่ชอบธรรมจะแสดงผลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน เมื่อเราตระหนักถึงสถานะใหม่ที่พระเจ้ามอบให้กับเราผ่านทางความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์
— 1 Corinthians 15:34 (NKJV)
จงตื่นขึ้นสู่ความชอบธรรมและอย่าทำผิดอีกเลย เพราะว่าบางคนไม่มีความรู้เรื่องพระเจ้าเสียเลย ที่ข้าพเจ้าว่านี้ก็ให้ท่านมีความละอาย
— 1 โครินธ์ 15:34 (KJV)
ชีวิตที่ชอบธรรมหรือการรับใช้ คลอดออกมาจากสถานะใหม่ของเรา เราดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมและเรารับใช้ ไม่ใช่เพื่อให้เราได้รับความรอด หรือเพื่อให้เราชอบธรรม ตรงกันข้าม ชีวิตที่ชอบธรรมและการรับใช้นั้น คลอดออกมาจากความรอดและความชอบธรรมที่เราได้รับแล้ว จากการเชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์
เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ
— เอเฟซัส 2:10 (TBS1971)
For we are His workmanship, created in Christ Jesus for good works, which God prepared beforehand that we should walk in them.
— Ephesians 2:10 (NKJV)
กลับมาที่ มัทธิว 7
²¹ มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ ²² เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ ²³ เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา
— มัทธิว 7:21-23 (TBS1971)
²¹ "Not everyone who says to Me, 'Lord, Lord,' shall enter the kingdom of heaven, but he who does the will of My Father in heaven. ²² Many will say to Me in that day, 'Lord, Lord, have we not prophesied in Your name, cast out demons in Your name, and done many wonders in Your name?' ²³ And then I will declare to them, 'I never knew you; depart from Me, you who practice lawlessness!'
— Matthew 7:21-23 (NKJV)
พระเยซูตรัสว่า "เราไม่เคยรู้จักเจ้า" และพระองค์ยังตรัสต่อว่า คนที่จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้ คือคนที่ประพฤติตามพระทัยของพระบิดา (The Will of the Father)
คำถามคือ The Will of the Father คืออะไร?
คำตอบที่เราได้ยินบ่อยครั้ง คือ "การรับใช้" แต่นั่นก็วนกลับไปที่เดิม เพราะบริบทบอกเราให้เห็นแล้วว่า การรับใช้ไม่ทำให้เราได้รับความรอด การบอกว่า The Will of the Father คือการรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่ Oxymoron หรือขัดแย้งกันในตัวเอง
อัครทูตยอห์น ได้สอนเราว่า The Will of the Father นั้นคืออะไร:
And this is the will of Him who sent Me, that everyone who sees the Son and believes in Him may have everlasting life; and I will raise him up at the last day."
— John 6:40 (NKJV)เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
— ยอห์น 6:40 (TBS1971)
The Will of the Father is to believe in the Son.
พระทัยของพระบิดา คือให้เราเชื่อวางใจในพระบุตร บริบทของพระคัมภีร์ข้อนี้ชัดเจน เมื่อท่านเชื่อวางใจในพระบุตร ท่านก็จะมีชีวิตนิรันดร์
ชีวิตนิรันดร์หรือความรอด ไม่ได้มาจากการกระทำของเรา แต่มาจากความเชื่อในงานที่สำเร็จแล้วบนไม้กางเขนขององค์พระเยซูคริสต์
พระทัยของพระบิดา คือให้เราเชื่อวางใจในพระบุตร บริบทของพระคัมภีร์ข้อนี้ชัดเจน เมื่อท่านเชื่อวางใจในพระบุตร ท่านก็จะมีชีวิตนิรันดร์
ชีวิตนิรันดร์หรือความรอด ไม่ได้มาจากการกระทำของเรา แต่มาจากความเชื่อในงานที่สำเร็จแล้วบนไม้กางเขนขององค์พระเยซูคริสต์
⁸ ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ⁹ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
— เอเฟซัส 2:8-9 (TBS1971)
⁸ For by grace you have been saved through faith, and that not of yourselves; it is the gift of God, ⁹ not of works, lest anyone should boast.
— Ephesians 2:8-9 (NKJV)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น