มาถึงตรงนี้แล้ว...
และแล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงบทความที่ 5 ของซีรีส์เส้นทางสู่แผ่นดินพระสัญญา
ถึงตรงนี้ เราได้สำรวจภาพสัญลักษณ์ (Typology) มาแล้วสี่ภาพ — สามภาพที่เป็นบุคคล ได้แก่ โมเสส (Moses), โยชูวา (Joshua) และคาเลบ (Caleb) และอีกหนึ่งภาพที่เป็นเหตุการณ์ นั่นก็คือเทศกาลปัสกา (The Feast of Passover)
วันนี้เราจะมาสำรวจภาพสัญลักษณ์ที่ห้า คราวนี้เป็นสถานที่ สถานที่ที่พระคัมภีร์เรียกว่า "แผ่นดินพระสัญญา (The Promised Land)"
และนี่คือภาพสัญลักษณ์ที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุดภาพหนึ่ง
ความเข้าใจผิดที่แพร่หลาย
"แผ่นดินพระสัญญา" หรือ "ดินแดนพระสัญญา" — ฟังดูคุ้นหูสำหรับผู้เชื่อทุกคน แต่คำถามคือ เราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันหรือเปล่า?
มีคำสอนสายหนึ่งที่สอนว่า แผ่นดินพระสัญญา (The Promised Land) หมายถึง ความรอด การได้เข้าถึงแผ่นดินพระสัญญาก็คือการได้รับความรอด คนที่ไปไม่ถึงก็คือคนที่ไม่รอด
ฟังดูสมเหตุสมผลไหมครับ? ลองดูให้ลึกกว่านี้สักนิด
"แผ่นดินพระสัญญา" หรือ "ดินแดนพระสัญญา" — ฟังดูคุ้นหูสำหรับผู้เชื่อทุกคน แต่คำถามคือ เราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันหรือเปล่า?
มีคำสอนสายหนึ่งที่สอนว่า แผ่นดินพระสัญญา (The Promised Land) หมายถึง ความรอด การได้เข้าถึงแผ่นดินพระสัญญาก็คือการได้รับความรอด คนที่ไปไม่ถึงก็คือคนที่ไม่รอด
ฟังดูสมเหตุสมผลไหมครับ? ลองดูให้ลึกกว่านี้สักนิด
แกะคำสอนนี้ออกมาดูกัน
คำสอนนี้สอนว่า การออกจากอียิปต์ (Egypt) เป็นภาพของการออกจากอาณาจักรแห่งความมืด — ไม่ใช่ด้วยความพยายามของเรา แต่โดยพระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งในเทศกาลปัสกา (Passover) นี่คือพระคุณของพระเจ้าล้วนๆ ไม่มีส่วนใดที่เราเป็นผู้กระทำ
แต่เมื่อออกจากอียิปต์แล้ว การเดินทางยังไม่สิ้นสุด — เราต้องเดินต่อไปในถิ่นทุรกันดาร (Wilderness) ซึ่งเป็นภาพของการดำเนินชีวิตบนโลกนี้
และนี่คือจุดที่น่ากังวล
คำสอนนี้เชื่อว่าจะมีผู้เชื่อบางคนที่ไปถึง และบางคนที่ไปไม่ถึง นั่นหมายความว่า การรับเชื่อในพระเยซูเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อจะรอด ผู้เชื่อต้องผ่านบททดสอบแห่งการเดินในถิ่นทุรกันดาร ผู้ที่อดทนเดินไปได้จนถึงที่สุด จึงจะได้รับความรอดเป็นรางวัล
สรุปสั้นๆ ก็คือ
เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า การรักษาใจและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ใช่เงื่อนไขของความรอด — แต่เป็นผลของความรอด
เราไม่ได้ดำเนินชีวิตดีเพื่อ ให้ได้รับ ความรอด แต่เราดำเนินชีวิตดี เพราะ เราได้รับความรอดแล้ว ชีวิตที่ถวายเกียรติพระเจ้าคือ ผล ไม่ใช่ เหตุ
พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นกิ่งก้าน ผู้ที่ติดสนิทอยู่กับเรา และเราติดสนิทอยู่กับเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก" (ยอห์น 15:5)
ผลไม่ได้เกิดจากการที่กิ่งพยายามออกผลด้วยตัวเอง — แต่เกิดจากการ ติดสนิทอยู่กับเถาองุ่น ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตที่ถวายเกียรติพระเจ้าไม่ได้เกิดจากการพยายามของเรา แต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่เราดำรงอยู่กับพระองค์
ดังนั้น ผู้เชื่อจึงระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะสูญเสียความรอด แต่เพราะจิตใจได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว พระคัมภีร์บอกว่าเราได้รับ พันธุ์ของพระเจ้า ดำรงอยู่ในเรา — "ผู้ที่บังเกิดจากพระเจ้าก็ไม่กระทำบาป เพราะพันธุ์ของพระองค์ดำรงอยู่ในผู้นั้น" (1 ยอห์น 3:9)
ทีนี้กลับมาที่คำสอนที่ว่า — คำสอนนี้ถูกต้องจริงๆ หรือ? มาให้พระคัมภีร์ตอบเองเลยดีกว่า
คำสอนนี้สอนว่า การออกจากอียิปต์ (Egypt) เป็นภาพของการออกจากอาณาจักรแห่งความมืด — ไม่ใช่ด้วยความพยายามของเรา แต่โดยพระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งในเทศกาลปัสกา (Passover) นี่คือพระคุณของพระเจ้าล้วนๆ ไม่มีส่วนใดที่เราเป็นผู้กระทำ
แต่เมื่อออกจากอียิปต์แล้ว การเดินทางยังไม่สิ้นสุด — เราต้องเดินต่อไปในถิ่นทุรกันดาร (Wilderness) ซึ่งเป็นภาพของการดำเนินชีวิตบนโลกนี้
และนี่คือจุดที่น่ากังวล
คำสอนนี้เชื่อว่าจะมีผู้เชื่อบางคนที่ไปถึง และบางคนที่ไปไม่ถึง นั่นหมายความว่า การรับเชื่อในพระเยซูเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อจะรอด ผู้เชื่อต้องผ่านบททดสอบแห่งการเดินในถิ่นทุรกันดาร ผู้ที่อดทนเดินไปได้จนถึงที่สุด จึงจะได้รับความรอดเป็นรางวัล
สรุปสั้นๆ ก็คือ
ความรอด = พระคุณ (จุดเริ่มต้น) + การกระทำของผู้เชื่อก่อนไปต่อ ขอหยุดตรงนี้สักครู่
เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า การรักษาใจและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ใช่เงื่อนไขของความรอด — แต่เป็นผลของความรอด
เราไม่ได้ดำเนินชีวิตดีเพื่อ ให้ได้รับ ความรอด แต่เราดำเนินชีวิตดี เพราะ เราได้รับความรอดแล้ว ชีวิตที่ถวายเกียรติพระเจ้าคือ ผล ไม่ใช่ เหตุ
พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นกิ่งก้าน ผู้ที่ติดสนิทอยู่กับเรา และเราติดสนิทอยู่กับเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก" (ยอห์น 15:5)
ผลไม่ได้เกิดจากการที่กิ่งพยายามออกผลด้วยตัวเอง — แต่เกิดจากการ ติดสนิทอยู่กับเถาองุ่น ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตที่ถวายเกียรติพระเจ้าไม่ได้เกิดจากการพยายามของเรา แต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่เราดำรงอยู่กับพระองค์
ดังนั้น ผู้เชื่อจึงระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะสูญเสียความรอด แต่เพราะจิตใจได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว พระคัมภีร์บอกว่าเราได้รับ พันธุ์ของพระเจ้า ดำรงอยู่ในเรา — "ผู้ที่บังเกิดจากพระเจ้าก็ไม่กระทำบาป เพราะพันธุ์ของพระองค์ดำรงอยู่ในผู้นั้น" (1 ยอห์น 3:9)
ทีนี้กลับมาที่คำสอนที่ว่า — คำสอนนี้ถูกต้องจริงๆ หรือ? มาให้พระคัมภีร์ตอบเองเลยดีกว่า
แล้วทำไมถึงเป็นปัญหา?
คำสอนแบบนี้ก่อให้เกิดคำถามและความขัดแย้งตามมามากมาย ลองดูกัน
- งานบนไม้กางเขนของพระเยซู ถูกลดคุณค่าจากงานที่ สำเร็จแล้ว กลายเป็นงานที่ ยังค้างอยู่
- การกระทำและความดีของผู้เชื่อ กลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่างานบนไม้กางเขน
- เครดิตตกเป็นของผู้เชื่อมากกว่าของพระเยซู
- พระเจ้ากลายเป็นพระเจ้าที่ไม่ยุติธรรม เพราะคนที่เชื่อแล้วตายเลยอย่างโจรบนไม้กางเขน กลายเป็นคนที่ "ได้เปรียบ" เมื่อเทียบกับคนที่เชื่อแล้วยังต้องดำเนินชีวิตต่ออีกยาวนาน
- ความรอดที่อยู่บนพื้นฐานงานสำเร็จแล้วของพระเยซูคริสต์ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแค่ปรัชญาศาสนาอีกสายหนึ่ง ที่ต้องอาศัยการประพฤติปฏิบัติและการถือรักษาบัญญัติเพื่อให้ได้มาซึ่งความรอด
- และที่น่าสังเกตที่สุด — โมเสส (Moses) เองก็ไม่ได้เข้าคานาอัน (Canaan) บน concept นี้ แสดงว่าแม้แต่โมเสสก็ไม่รอดด้วยเหมือนกัน
- และที่หักล้างคำสอนนี้ได้ชัดที่สุด — แผ่นดินพระสัญญามีศัตรูมากมายที่คนอิสราเอลต้องต่อสู้และยึดครอง แต่ถ้าแผ่นดินพระสัญญาหมายถึงสวรรค์หรือความรอดนิรันดร์ แล้วบนสวรรค์นั้น ยังมีศัตรูที่ต้องต่อสู้อีกหรือ?
ให้พระคัมภีร์ตีความพระคัมภีร์
มีหลักการตีความพระคัมภีร์ใหญ่ๆ อยู่สองหลัก คือ การตีความตามบริบท (Interpret the Bible in Context) และ การให้พระคัมภีร์ตีความพระคัมภีร์เอง (Let the Bible Interpret Itself) วันนี้เราจะใช้หลักการที่สอง
ขอบคุณพระเจ้าที่ในพระคัมภีร์ใหม่ มีการพูดถึงเรื่องแผ่นดินพระสัญญาไว้อย่างชัดเจน ในพระธรรมฮีบรู (Hebrews) บทที่ 3-4 และนี่คือกุญแจสำคัญที่จะไขความหมายที่แท้จริงออกมา
พระเจ้าทรงเรียกการ "ไม่ได้เข้าแผ่นดินพระสัญญา" ว่า "ไม่ได้เข้าสู่การพำนัก" ไม่ใช่ "ไม่รอด"
และนั่นคือกุญแจดอกแรก
มีหลักการตีความพระคัมภีร์ใหญ่ๆ อยู่สองหลัก คือ การตีความตามบริบท (Interpret the Bible in Context) และ การให้พระคัมภีร์ตีความพระคัมภีร์เอง (Let the Bible Interpret Itself) วันนี้เราจะใช้หลักการที่สอง
ขอบคุณพระเจ้าที่ในพระคัมภีร์ใหม่ มีการพูดถึงเรื่องแผ่นดินพระสัญญาไว้อย่างชัดเจน ในพระธรรมฮีบรู (Hebrews) บทที่ 3-4 และนี่คือกุญแจสำคัญที่จะไขความหมายที่แท้จริงออกมา
⁷ เหตุฉะนั้น ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ⁸ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น เหมือนอย่างในวันที่ทดลองในถิ่นทุรกันดาร ⁹ ซึ่งบรรพบุรุษของท่านทดลองเราโดยเอาเราเข้าพิสูจน์ ถึงแม้ว่าเขาเห็นการกระทำของเราตลอดสี่สิบปี ¹⁰ เพราะเหตุนั้นเราจึงพิโรธคนเหล่านั้น และว่า <<ใจของเขาหลงผิดอยู่เสมอ เขาไม่รู้จักทางของเรา>> ¹¹ ตามที่เราปฏิญาณด้วยความพิโรธว่า <<เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งเราจัดให้>>
— ฮีบรู 3:7-11 (TBS1971)
⁷ Therefore, as the Holy Spirit says: "Today, if you will hear His voice, ⁸ Do not harden your hearts as in the rebellion, In the day of trial in the wilderness, ⁹ Where your fathers tested Me, tried Me, And saw My works forty years. ¹⁰ Therefore I was angry with that generation, And said, 'They always go astray in their heart, And they have not known My ways.' ¹¹ So I swore in My wrath, 'They shall not enter My rest.' "สังเกตอะไรบางอย่างไหมครับ?
— Hebrews 3:7-11 (NKJV)
พระเจ้าทรงเรียกการ "ไม่ได้เข้าแผ่นดินพระสัญญา" ว่า "ไม่ได้เข้าสู่การพำนัก" ไม่ใช่ "ไม่รอด"
และนั่นคือกุญแจดอกแรก
กุญแจจากพระคัมภีร์เดิม
ย้อนกลับไปที่พระคัมภีร์เดิม พระเจ้าตรัสไว้อย่างนี้
และพระธรรมฮีบรู 3:11 กำลังอ้างอิงถึงเหตุการณ์นั้นโดยตรง โดยเรียกมันว่า "ไม่ได้เข้าสู่การพำนัก"
อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ในบทความ Unlock the Bible Typologies ว่า พระคัมภีร์เดิมเป็นเงา (Shadow) ของแก่นสาร (Substance) ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อเราให้พระคัมภีร์ตีความพระคัมภีร์เอง คำตอบก็ชัดเจน
"แผ่นดินพระสัญญา" ในพระคัมภีร์เดิม เป็นภาพเล็งถึง "การพำนัก (Rest)" ในพระคัมภีร์ใหม่
ทีนี้คำถามต่อไปก็คือ แล้ว "การพำนัก" ที่ว่านี้ หมายถึงอะไรกันแน่?
ย้อนกลับไปที่พระคัมภีร์เดิม พระเจ้าตรัสไว้อย่างนี้
²⁸ เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า พระเจ้าตรัสว่า <เรามีชีวิตอยู่ฉันใด เราจะกระทำสิ่งที่เจ้าทั้งหลายบ่นให้เราได้ยินแก่เจ้าฉันนั้น ²⁹ ซากศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้ จำนวนคนทั้งหมดของเจ้านับตั้งแต่อายุยี่สิบปีขึ้นไป ผู้ใดที่บ่นว่าเรา ³⁰ จะไม่มีสักคนหนึ่งที่มาถึงแผ่นดินที่เราสัญญาว่าจะให้เจ้าอาศัยอยู่ เว้นแต่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์และโยชูวาบุตรนูนคนอิสราเอลที่ออกจากอียิปต์ (Egypt) และมีอายุเกินยี่สิบปี มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้เข้าสู่แผ่นดินพระสัญญา คนที่เหลือล้วนตายในถิ่นทุรกันดาร
— กันดารวิถี 14:28-30 (TBS1971)
²⁸ Say to them, 'As I live,' says the Lord, 'just as you have spoken in My hearing, so I will do to you: ²⁹ The carcasses of you who have complained against Me shall fall in this wilderness, all of you who were numbered, according to your entire number, from twenty years old and above. ³⁰ Except for Caleb the son of Jephunneh and Joshua the son of Nun, you shall by no means enter the land which I swore I would make you dwell in.
— Numbers 14:28-30 (NKJV)
และพระธรรมฮีบรู 3:11 กำลังอ้างอิงถึงเหตุการณ์นั้นโดยตรง โดยเรียกมันว่า "ไม่ได้เข้าสู่การพำนัก"
อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ในบทความ Unlock the Bible Typologies ว่า พระคัมภีร์เดิมเป็นเงา (Shadow) ของแก่นสาร (Substance) ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อเราให้พระคัมภีร์ตีความพระคัมภีร์เอง คำตอบก็ชัดเจน
"แผ่นดินพระสัญญา" ในพระคัมภีร์เดิม เป็นภาพเล็งถึง "การพำนัก (Rest)" ในพระคัมภีร์ใหม่
ทีนี้คำถามต่อไปก็คือ แล้ว "การพำนัก" ที่ว่านี้ หมายถึงอะไรกันแน่?
"การพำนัก" — ความหมายที่ซ่อนอยู่
ถ้าจะแปลให้ตรงที่สุด ฮีบรู 3:11 ควรอ่านว่า
> "เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพักสงบที่เราจัดให้"
ชัดเจนแล้วครับ "แผ่นดินพระสัญญา" ไม่ได้หมายถึงความรอดแต่ประการใด แต่หมายถึง การพักสงบในพระเจ้า
เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิญาณด้วยความพิโรธของเราว่า <<เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพำนักซึ่งเราจัดให้>>คำว่า "การพำนัก" ในฉบับภาษาไทย ตรงกับคำว่า "Rest" ในภาษาอังกฤษ ต้นฉบับภาษากรีกใช้คำว่า "Katapausis" (κατάπαυσις) ซึ่งหมายถึง ความสงบนิ่งของคลื่นลม สถานที่แห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
— ฮีบรู 3:11 (TBS1971)
So I swore in My wrath, 'They shall not enter My rest.' "
— Hebrews 3:11 (NKJV)
ถ้าจะแปลให้ตรงที่สุด ฮีบรู 3:11 ควรอ่านว่า
> "เขาจะไม่ได้เข้าสู่การพักสงบที่เราจัดให้"
ชัดเจนแล้วครับ "แผ่นดินพระสัญญา" ไม่ได้หมายถึงความรอดแต่ประการใด แต่หมายถึง การพักสงบในพระเจ้า
แล้วความรอดมาจากอะไร?
จากบทความก่อนหน้าเรื่องเทศกาลปัสกา (The Feast of Passover) เราเห็นชัดแล้วว่า ความรอดมาโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์เท่านั้น
พี่น้องยังจำตัวอย่างครอบครัวชาวยิวสามครอบครัวในคืนวันปัสกาได้ไหมครับ? เงื่อนไขมีเพียงข้อเดียวที่จะให้ทูตแห่งความตายผ่านเลยบ้านไป
"เมื่อเราเห็นโลหิตที่วงกบประตู"
แค่นั้นพอ ไม่มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนั้น ลองกลับไปอ่านดูนะครับ เชื่อว่าพี่น้องจะได้รับพระพรมากแน่นอน
ความรอดมาโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ โดยงานที่สำเร็จแล้วบนไม้กางเขนของพระองค์เท่านั้น โดยไม่ต้องบวกด้วยอะไรทั้งสิ้น
เพราะงานของพระองค์ "เสร็จสิ้นแล้ว (It is finished)"
จากบทความก่อนหน้าเรื่องเทศกาลปัสกา (The Feast of Passover) เราเห็นชัดแล้วว่า ความรอดมาโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์เท่านั้น
พี่น้องยังจำตัวอย่างครอบครัวชาวยิวสามครอบครัวในคืนวันปัสกาได้ไหมครับ? เงื่อนไขมีเพียงข้อเดียวที่จะให้ทูตแห่งความตายผ่านเลยบ้านไป
"เมื่อเราเห็นโลหิตที่วงกบประตู"
แค่นั้นพอ ไม่มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนั้น ลองกลับไปอ่านดูนะครับ เชื่อว่าพี่น้องจะได้รับพระพรมากแน่นอน
ความรอดมาโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ โดยงานที่สำเร็จแล้วบนไม้กางเขนของพระองค์เท่านั้น โดยไม่ต้องบวกด้วยอะไรทั้งสิ้น
เพราะงานของพระองค์ "เสร็จสิ้นแล้ว (It is finished)"


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น