พี่น้องเคยสะดุดกับข้อพระคัมภีร์ที่ว่า "ถ้าตาข้างขวาทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย" ไหมครับ คนจำนวนมากอ่านแล้วอึ้ง บางคนถึงกับกลัว ทั้งที่ไม่มีใครในคริสตจักรเคยทำตามตัวอักษร แล้วพระเยซูตรัสประโยคนี้เพื่ออะไร คำตอบซ่อนอยู่ในอุปมาเรื่องฟาริสี (Pharisee) คนหนึ่งที่ยืนอธิษฐานในพระวิหาร และในคะแนนเต็มที่เขาได้จากข้อสอบที่ตัวเองออกเอง เมื่อรู้ว่าข้อสอบตัวจริงเป็นอย่างไร พี่น้องจะเห็นข้อนี้ในมุมที่ต่างไปจากเดิมเลยครับ
พระเยซูให้ควักตา ตัดมือ จริงหรือ?
บทความนี้จะเคลียร์ความเข้าใจผิดข้อนี้ให้ชัด แต่ต้องเริ่มจากเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย นั่นคือ ฟาริสีที่ยืนอธิษฐานในพระวิหาร
ข้อสอบที่ถูกลดระดับ
29 ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย เพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก 30 ถ้ามือข้างขวาทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสีย เพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรกพี่น้องครับ ข้อพระคัมภีร์นี้อ่านทีไรก็สะดุดใจ พระเยซูตรัสให้ควักตาและตัดมือจริงๆ หรือ ถ้าจริง ทำไมไม่มีใครในคริสตจักรทำ และถ้าไม่จริง พระองค์ตรัสประโยคนี้ทำไม
— มัทธิว 5:29–30 (TBS1971)
29 If your right eye causes you to sin, pluck it out and cast it from you; for it is more profitable for you that one of your members perish, than for your whole body to be cast into hell. 30 And if your right hand causes you to sin, cut it off and cast it from you; for it is more profitable for you that one of your members perish, than for your whole body to be cast into hell.
— Matthew 5:29–30 (NKJV)
บทความนี้จะเคลียร์ความเข้าใจผิดข้อนี้ให้ชัด แต่ต้องเริ่มจากเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย นั่นคือ ฟาริสีที่ยืนอธิษฐานในพระวิหาร
ข้อสอบที่ถูกลดระดับ
พวกฟาริสี (Pharisees) และธรรมาจารย์ (Scribes) จริงจังกับพระบัญญัติมาก พวกเขาไม่ได้ยึดแค่พระบัญญัติที่เขียนไว้ แต่ยังมีคำสอนปากเปล่าที่ส่งต่อกันมา เพื่ออธิบายว่าจะทำตามพระบัญญัติในชีวิตจริงอย่างไร คำสอนเหล่านี้ภายหลังถูกรวบรวมเป็นคัมภีร์ มิชนาห์ (Mishnah) บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรราว ค.ศ. 200 แต่เนื้อหาถูกถ่ายทอดมาก่อนยุคพระเยซู พระคัมภีร์ใหม่เรียกสิ่งนี้ว่า "ประเพณีของบรรพบุรุษ" (Tradition of the Elders, มก 7:3)
หลักการข้อหนึ่งในมิชนาห์คือ "สร้างรั้วล้อมธรรมบัญญัติ" (Make a fence around the Torah) หมายถึงการเพิ่มกฎย่อยอีกชั้น เพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้เส้นที่พระเจ้าขีดไว้
แต่รั้วเหล่านี้วัดได้เฉพาะ สิ่งที่มองเห็นจากภายนอก เช่น อดอาหารหรือยัง ถวายสิบชักหนึ่งครบไหม ทุกข้อนับได้และติ๊กถูกได้ เมื่อพระบัญญัติถูกย่อให้เหลือเท่าที่คนทำได้ ความภาคภูมิใจก็ตามมา และการดูหมิ่นคนที่ทำไม่ได้ก็ตามมาด้วย
ลองนึกภาพนักเรียนที่ได้ 100 เต็มทุกวิชา เขาภูมิใจมาก แต่ไม่มีใครรู้ว่า ข้อสอบชุดนั้นเขาออกเอง
คำอธิษฐานที่ไม่มีใครลืม
แต่รั้วเหล่านี้วัดได้เฉพาะ สิ่งที่มองเห็นจากภายนอก เช่น อดอาหารหรือยัง ถวายสิบชักหนึ่งครบไหม ทุกข้อนับได้และติ๊กถูกได้ เมื่อพระบัญญัติถูกย่อให้เหลือเท่าที่คนทำได้ ความภาคภูมิใจก็ตามมา และการดูหมิ่นคนที่ทำไม่ได้ก็ตามมาด้วย
ลองนึกภาพนักเรียนที่ได้ 100 เต็มทุกวิชา เขาภูมิใจมาก แต่ไม่มีใครรู้ว่า ข้อสอบชุดนั้นเขาออกเอง
คำอธิษฐานที่ไม่มีใครลืม
พระเยซูทรงบอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าอุปมานี้ตรัสกับใคร คือ "บางคนที่ไว้ใจในตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรม และได้ดูหมิ่นคนอื่น" (ลก 18:9)
11 คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ 12 ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย”
— ลูกา 18:11–12 (TBS1971)
11 The Pharisee stood and prayed thus with himself, ‘God, I thank You that I am not like other men—extortioners, unjust, adulterers, or even as this tax collector. 12 I fast twice a week; I give tithes of all that I possess.’
— Luke 18:11–12 (NKJV)
มีสองจุดที่น่าสังเกต
- การอดอาหาร พระบัญญัติสั่งให้อดปีละครั้ง คือวันลบมลทินบาป (Yom Kippur, เลวีนิติ 16) แต่เขาอดสัปดาห์ละสองหน นั่นคือรั้วที่มนุษย์สร้างเพิ่ม แล้วเขาก็นับมันเป็นคะแนนของตัวเอง
- คำว่า "ไม่เหมือนคนอื่น" เขาวัดตัวเองด้วยการเทียบกับคนรอบข้าง ไม่ได้วัดกับมาตรฐานของพระเจ้า
สังเกตว่าเขาภูมิใจที่ตัวเอง "ไม่ล่วงประเวณี" ข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะมันพาเรากลับไปที่มัทธิว 5
(ฟาริสีไม่ได้เลวทุกคนนะครับ นิโคเดมัส (Nicodemus) และเปาโล (Paul) ก็เคยเป็นฟาริสี ปัญหาอยู่ที่ความคิดแบบ "ฉันทำได้" ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน)
ผู้ออกข้อสอบตัวจริงเดินเข้ามา
ในเทศนาบนภูเขา (Sermon on the Mount) พระเยซูตรัสว่า
เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์
— มัทธิว 5:20 (TBS1971)
For I say to you, that unless your righteousness exceeds the righteousness of the scribes and Pharisees, you will by no means enter the kingdom of heaven.
— Matthew 5:20 (NKJV)
ในสายตาคนยุคนั้น ฟาริสีคือต้นแบบของความชอบธรรม แต่พระเยซูตรัสว่าต้อง เกินกว่านั้น ผู้ฟังคงคิดว่า "แล้วใครจะผ่านได้?" จากนั้นพระองค์ก็ทรงยกมาตรฐานกลับไปที่เดิม
27 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ 28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว”
— มัทธิว 5:27–28 (TBS1971)
27 “You have heard that it was said to those of old, ‘You shall not commit adultery.’ 28 But I say to you that whoever looks at a woman to lust for her has already committed adultery with her in his heart.”
— Matthew 5:27–28 (NKJV)
ถ้านับแค่การกระทำ ฟาริสีอาจผ่านข้อนี้จริง แต่พระเยซูทรงเปลี่ยนเกณฑ์วัดเป็น หัวใจ นี่ไม่ใช่กฎใหม่ เพราะบัญญัติข้อสุดท้ายคือ "อย่าโลภ" (อพยพ 20:17) ซึ่งเป็นเรื่องของใจมาตั้งแต่แรก พระองค์แค่ทรงวางข้อสอบของจริงกลับลงบนโต๊ะ
และทันทีหลังจากนั้นเอง พระองค์ตรัสเรื่องควักตา
ตาไม่ใช่ปัญหา
ตอนนี้เรากลับมาตอบคำถามแรกได้แล้วครับ พระเยซูไม่ได้ทรงสอนให้ใครควักตาหรือตัดมือ และมีเหตุผลสามข้อ
บริบทตัดสินอยู่แล้ว พระองค์เพิ่งตรัสว่าความผิดเกิดขึ้น ในใจ ถ้าต้นตออยู่ในใจ การควักตาก็แก้อะไรไม่ได้ คนตาบอดก็ยังมีความปรารถนาในใจได้
นี่คือภาษาพูดเกินจริง (hyperbole) พระเยซูทรงใช้วิธีนี้บ่อย เช่น อูฐลอดรูเข็ม (มธ 19:24) หรือไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาตัวเอง (มธ 7:3-5) ไม่มีใครเข้าใจว่าเป็นเรื่องตามตัวอักษร
ไม่มีใครทำตามตัวอักษร ในพันธสัญญาใหม่ไม่มีบันทึกว่าสาวกคนใดควักตาหรือตัดมือตัวเอง
แล้วพระองค์ตรัสประโยคนี้ทำไม ภาพที่รุนแรงขนาดนี้ชี้ประเด็นเดียวว่า ความพยายามภายนอกของมนุษย์ ไปไม่ถึงต้นตอของปัญหา ถ้าการตัดอวัยวะยังช่วยเราไม่ได้ การอดอาหารสัปดาห์ละสองหนและการถวายสิบชักหนึ่งก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน
ทางตันที่พระเจ้าตั้งใจสร้าง
แล้วทำไมพระเจ้าจึงประทานพระบัญญัติ?
19 เรารู้แล้วว่า ธรรมบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนในโลกอยู่ใต้การพิพากษาของพระเจ้า 20 เพราะว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้
— โรม 3:19–20 (TBS1971)
19 Now we know that whatever the law says, it says to those who are under the law, that every mouth may be stopped, and all the world may become guilty before God. 20 Therefore by the deeds of the law no flesh will be justified in His sight, for by the law is the knowledge of sin.
— Romans 3:19–20 (NKJV)
เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติจึงเป็นครูของเราซึ่งนำเรามาถึงพระคริสต์ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อพระบัญญัติเป็นเหมือน ครูที่เดินนำเราไปถึงประตูบานหนึ่ง ทางตันนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรารู้สึกแย่ แต่มีไว้ให้เรา เลิกพยายามช่วยตัวเอง แล้วรับสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้แล้ว
— กาลาเทีย 3:24 (TKJV)
Therefore the law was our tutor to bring us to Christ, that we might be justified by faith.
— Galatians 3:24 (NKJV)
ข่าวดีของข้อสอบฉบับนี้
ลองกลับไปที่วิหารวันนั้น มีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ห่างๆ ไม่มีรายการให้ติ๊กถูกสักข้อ เขาทูลเพียงว่า
ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด”
— ลูกา 18:13 (TBS1971)
And the tax collector, standing afar off, would not so much as raise his eyes to heaven, but beat his breast, saying, ‘God, be merciful to me a sinner!’
— Luke 18:13 (NKJV)
พระเยซูตรัสว่า "คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรมยิ่งกว่าอีกคนหนึ่งนั้น" (ลก 18:14) เขากลับบ้านไปในสภาพ "ชอบธรรม" ทั้งที่มือเปล่า ความชอบธรรมของเขาไม่ได้มาจากคะแนนสอบ แต่มาจากพระเมตตาของพระเจ้า
เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรมยิ่งกว่าอีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น”
— Luke 18:14 (NKJV)
I tell you, this man went down to his house justified rather than the other; for everyone who exalts himself will be humbled, and he who humbles himself will be exalted.”— Luke 18:14 (NKJV)
และนี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐครับ
“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ”พระองค์คือบุคคลเดียวที่ สอบผ่านด้วยคะแนนเต็มจริงๆ ทั้งการกระทำและหัวใจ แล้วทรงยกผลสอบนั้นให้เรา
— มัทธิว 5:17 (TBS1971)
“Do not think that I came to destroy the Law or the Prophets. I did not come to destroy but to fulfill.”
— Matthew 5:17 (NKJV)
เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์
— 2 โครินธ์ 5:21 (TBS1971)
For He made Him who knew no sin to be sin for us, that we might become the righteousness of God in Him.
— 2 Corinthians 5:21 (NKJV)
เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม
— โรม 10:4 (TBS1971)
For Christ is the end of the law for righteousness to everyone who believes.
— Romans 10:4 (NKJV)
ปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่ตา และทางออกก็ไม่ได้อยู่ที่การควักมันทิ้ง แต่อยู่ที่ว่าเรา มองไปที่ใคร
หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร และได้เสด็จประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว
— ฮีบรู 12:2 (KJV)
looking unto Jesus, the author and finisher of our faith, who for the joy that was set before Him endured the cross, despising the shame, and has sat down at the right hand of the throne of God.
— Hebrews 12:2 (NKJV)
เราไม่ต้องสร้างรั้วสูงขึ้น ไม่ต้องเทียบกับใคร และไม่ต้องกลัวว่าคะแนนจะไม่พอ เพราะข้อสอบฉบับนี้ มีคนทำเสร็จแล้ว และชื่อของเราอยู่บนกระดาษคำตอบนั้น
It is finished.
It is finished.




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น