สองพันปีที่ผ่านมา พระเจ้าเขียนประวัติศาสตร์คริสตจักรไว้ล่วงหน้าแล้ว — ในจดหมาย 7 ฉบับ ถึงคริสตจักร 7 แห่ง ที่บันทึกไว้ในวิวรณ์บทที่ 2 และ 3 แต่ละยุคมีรูปแบบของมัน มีคำเตือน มีคำสัญญา และมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในภาษากรีกต้นฉบับที่นักเทววิทยาถกเถียงกันมาสองศตวรรษ — บางอย่างที่การแปลแทบทุกภาษาในโลกไม่ได้พูดถึง และถ้าคุณรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในยุคที่เท่าไหร่ของนาฬิกานั้น — ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม
7 คริสตจักร, 7 ยุค, 2,000 ปีที่พระเจ้าเขียนไว้ล่วงหน้า
ปี ค.ศ. 95
เกาะปัทโมส (Patmos) ไม่ได้เป็นสถานที่ที่ใคร ๆ อยากไป
มันเป็นเกาะหินแห้งแล้งกลางทะเลอีเจียน (Aegean Sea) ห่างจากชายฝั่งตะวันตกของตุรกีประมาณ 60 กิโลเมตร — เล็กพอที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว และอยู่ห่างไกลพอที่จะไม่มีใครได้ยิน
จักรพรรดิโดมิเชียน (Emperor Domitian) รู้ดีว่าเขาทำอะไรอยู่
แทนที่จะประหารชายคนนี้ — แล้วเสี่ยงให้เขากลายเป็นวีรชน — โดมิเชียนเลือกที่จะทำให้เขาหายไป เงียบ ๆ บนเกาะที่ไม่มีชื่อในแผนที่ของใคร
ชายคนนั้นชื่อ ยอห์น (John) อัครสาวกคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิต
เพื่อนของเขาทุกคนตายไปแล้ว — เปโตร (Peter) ถูกตรึงกางเขนหัวกลับลง, เปาโล (Paul) ถูกตัดหัว, ยากอบ (James) ถูกฟันด้วยดาบ — ยอห์นคนเดียวที่รอดมาได้
และในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่โลกทั้งใบลืมเขาไปแล้ว
พระวิญญาณของพระเจ้ากลับมาหาเขา
พระวิญญาณได้ทรงดลใจข้าพเจ้าในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากเบื้องหลังข้าพเจ้าดุจเสียงแตร
— วิวรณ์ 1:10 (TBS1971)
I was in the Spirit on the Lord’s Day, and I heard behind me a loud voice, as of a trumpet,
— Revelation 1:10 (NKJV)
สิ่งที่ยอห์นได้รับในวันนั้นคือหนังสือวิวรณ์ (Book of Revelation) — จดหมาย 7 ฉบับ ส่งถึงคริสตจักร 7 แห่งในแคว้นเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ซึ่งปัจจุบันคือตุรกีตะวันตก
ระดับผิวเผน มันดูเหมือนจดหมายธรรมดา — ชมบ้าง ตำหนิบ้าง ให้กำลังใจบ้าง
แต่มีนักวิชาการพระคัมภีร์จำนวนหนึ่งสังเกตเห็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น —
บางอย่างที่ถ้าคุณมองเห็น จะทำให้หนังสือประวัติศาสตร์คริสตจักรทั้งเล่มดูต่างออกไปตลอดกาล
เมื่อจดหมาย 7 ฉบับ กลายเป็นนาฬิกา 2,000 ปี
ในปี ค.ศ. 1736 นักเทววิทยาชาวเยอรมันชื่อ โยฮันน์ อัลเบรชท์ เบงเกล (Johann Albrecht Bengel) เขียนหนังสือชื่อ Gnomon Novi Testamenti และเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่ตั้งคำถามว่า — จดหมายทั้ง 7 ฉบับนี้ ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคริสตจักรในศตวรรษที่ 1 เท่านั้น
ต่อมา นักเทววิทยาและนักประกาศชื่อดังอย่าง ดี. แอล. มูดี (D.L. Moody), ซี. ไอ. สโคฟิลด์ (C.I. Scofield) ผู้จัดทำ Scofield Reference Bible และ แฮร์รี ไอรอนไซด์ (Harry Ironside) ผู้อธิบายพระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่ม — ต่างเขียนตรงกันว่า:
คริสตจักรทั้ง 7 แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ (symbol) ของ 7 ยุคแห่งประวัติศาสตร์คริสตจักร ตั้งแต่วันเพนเทคอสต์ (Pentecost) ใน ค.ศ. 30 จนถึงยุคที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้
ระดับผิวเผน มันดูเหมือนจดหมายธรรมดา — ชมบ้าง ตำหนิบ้าง ให้กำลังใจบ้าง
แต่มีนักวิชาการพระคัมภีร์จำนวนหนึ่งสังเกตเห็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น —
บางอย่างที่ถ้าคุณมองเห็น จะทำให้หนังสือประวัติศาสตร์คริสตจักรทั้งเล่มดูต่างออกไปตลอดกาล
เมื่อจดหมาย 7 ฉบับ กลายเป็นนาฬิกา 2,000 ปี
ในปี ค.ศ. 1736 นักเทววิทยาชาวเยอรมันชื่อ โยฮันน์ อัลเบรชท์ เบงเกล (Johann Albrecht Bengel) เขียนหนังสือชื่อ Gnomon Novi Testamenti และเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่ตั้งคำถามว่า — จดหมายทั้ง 7 ฉบับนี้ ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคริสตจักรในศตวรรษที่ 1 เท่านั้น
ต่อมา นักเทววิทยาและนักประกาศชื่อดังอย่าง ดี. แอล. มูดี (D.L. Moody), ซี. ไอ. สโคฟิลด์ (C.I. Scofield) ผู้จัดทำ Scofield Reference Bible และ แฮร์รี ไอรอนไซด์ (Harry Ironside) ผู้อธิบายพระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่ม — ต่างเขียนตรงกันว่า:
คริสตจักรทั้ง 7 แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ (symbol) ของ 7 ยุคแห่งประวัติศาสตร์คริสตจักร ตั้งแต่วันเพนเทคอสต์ (Pentecost) ใน ค.ศ. 30 จนถึงยุคที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้
ไม่ใช่การตีความแบบบังคับหรือฝืน แต่เมื่อเทียบเส้นเวลาประวัติศาสตร์กับจดหมายแต่ละฉบับ สิ่งที่ได้คือภาพที่ตรงกันอย่างน่าพิศวง
ยุคที่ 1 — เอเฟซัส (Ephesus) | ค.ศ. 30–100
คริสตจักรที่เสียความรักไป
ถ้าคุณอยากเห็นคริสตจักรที่มีทุกอย่าง — เอเฟซัสคือคำตอบ
พวกเขามีหลักคำสอนที่บริสุทธิ์ ต้านทานผู้สอนเท็จได้ อดทนต่อการข่มเหง และยืนหยัดในความจริงโดยไม่ล้มเลิก นักเทววิทยา เจ. บาร์ตัน เพย์น (J. Barton Payne) บรรยายยุคนี้ว่าเป็น "ยุคแห่งความกระตือรือร้นที่บริสุทธิ์" (era of pure zeal)
แต่พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า —
พวกเขาจดจ่อกับงานรับใช้ จนลืมรากฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตคริสเตียน คือการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การรับใช้เป็นผล ของความสัมพันธ์กับพระเจ้า
การรับใช้กลายเป็นภาระ ความสัมพันธ์กลายเป็นพิธีกรรม และความร้อนรนที่เคยลุกโชนในห้องชั้นบน (Upper Room) ในวันเพนเทคอสต์ — เริ่มค่อย ๆ เย็นลงอย่างเงียบ ๆ
ยุคที่ 1 — เอเฟซัส (Ephesus) | ค.ศ. 30–100
คริสตจักรที่เสียความรักไป
ถ้าคุณอยากเห็นคริสตจักรที่มีทุกอย่าง — เอเฟซัสคือคำตอบ
พวกเขามีหลักคำสอนที่บริสุทธิ์ ต้านทานผู้สอนเท็จได้ อดทนต่อการข่มเหง และยืนหยัดในความจริงโดยไม่ล้มเลิก นักเทววิทยา เจ. บาร์ตัน เพย์น (J. Barton Payne) บรรยายยุคนี้ว่าเป็น "ยุคแห่งความกระตือรือร้นที่บริสุทธิ์" (era of pure zeal)
แต่พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า —
แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้าคริสตจักรยุคแรกทำถูกเกือบทุกอย่าง — ยกเว้นสิ่งที่สำคัญที่สุด
— วิวรณ์ 2:4 (TBS1971)
Nevertheless I have this against you, that you have left your first love.
— Revelation 2:4 (NKJV)
พวกเขาจดจ่อกับงานรับใช้ จนลืมรากฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตคริสเตียน คือการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า การรับใช้เป็นผล ของความสัมพันธ์กับพระเจ้า
การรับใช้กลายเป็นภาระ ความสัมพันธ์กลายเป็นพิธีกรรม และความร้อนรนที่เคยลุกโชนในห้องชั้นบน (Upper Room) ในวันเพนเทคอสต์ — เริ่มค่อย ๆ เย็นลงอย่างเงียบ ๆ
ยุคที่ 2 — สเมอร์นา (Smyrna) | ค.ศ. 100–313
คริสตจักรที่ชนะด้วยการตาย
สเมอร์นา (Smyrna) มาจากคำว่า myrrh — เครื่องหอมที่มีกลิ่นหอมที่สุดเมื่อถูกบดขยี้
และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคริสตจักรในยุคนี้
สองร้อยปีแห่งการถูกข่มเหง — จากจักรพรรดิ 10 พระองค์ ตั้งแต่ทราจัน (Trajan), มาร์คัส ออเรลิอัส (Marcus Aurelius), ดีเซียส (Decius) ไปจนถึงไดโอคลีเชียน (Diocletian) ผู้ออกคำสั่งให้เผาพระคัมภีร์และรื้อโบสถ์ทุกแห่งในจักรวรรดิ
นักประวัติศาสตร์คริสตจักร ฟิลิป ชาฟฟ์ (Philip Schaff) ประเมินว่ามีคริสเตียนถูกสังหารในช่วงนี้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน บางประมาณการสูงถึงหลายล้าน
แต่สำหรับคริสตจักรนี้ พระเยซูไม่มีคำตำหนิแม้แต่คำเดียว
นักประวัติศาสตร์คริสตจักร ฟิลิป ชาฟฟ์ (Philip Schaff) ประเมินว่ามีคริสเตียนถูกสังหารในช่วงนี้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน บางประมาณการสูงถึงหลายล้าน
แต่สำหรับคริสตจักรนี้ พระเยซูไม่มีคำตำหนิแม้แต่คำเดียว
อย่ากลัวความทุกข์ทรมานซึ่งเจ้าจะได้รับนั้น นี่แน่ะ มารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน แต่เจ้าจงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้าเลือดของพวกเขาไม่ได้หยดลงไปเปล่า ๆ — มันรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งพระกิตติคุณทั่วจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) จนนักเทววิทยาเทอร์ทูลเลียน (Tertullian) เขียนไว้ว่า "เลือดของผู้พลีชีพคือเมล็ดพันธุ์ของคริสตจักร" (The blood of the martyrs is the seed of the Church)
— วิวรณ์ 2:10 (TBS1971)
Do not fear any of those things which you are about to suffer. Indeed, the devil is about to throw some of you into prison, that you may be tested, and you will have tribulation ten days. Be faithful until death, and I will give you the crown of life.
— Revelation 2:10 (NKJV)
ยุคที่ 3 — เปอร์กามัม (Pergamum) | ค.ศ. 313–590
คริสตจักรที่ชนะโลก แต่แพ้ตัวเอง
ค.ศ. 313 — วันที่คริสตจักรฉลองชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุด
จักรพรรดิคอนสแตนตีน (Emperor Constantine) ออกพระราชกฤษฎีกาแห่งมิลาน (Edict of Milan) ให้เสรีภาพทางศาสนาแก่คริสเตียนทั่วจักรวรรดิ การข่มเหงสิ้นสุด โบสถ์เริ่มสร้างขึ้นทั่วเมือง และคริสต์ศาสนา (Christianity) กลายเป็นศาสนาประจำชาติโรมันในที่สุด
ดูเหมือนชัยชนะ แต่มันคือกับดัก
เมื่อคริสตจักรเลิกถูกข่มเหง สิ่งที่เข้ามาแทนที่คืออิทธิพลทางการเมืองและความนิยมจากมวลชน ผู้คนหลั่งไหลเข้าโบสถ์ — ไม่ใช่เพราะเชื่อ แต่เพราะเป็นเรื่องของสังคม นักประวัติศาสตร์ เอ็ดเวิร์ด กิบบ้อน (Edward Gibbon) บันทึกไว้ใน The History of the Decline and Fall of the Roman Empire ว่า ยุคนี้คือจุดเริ่มต้นของการผสมผสาน (syncretism) ระหว่างความเชื่อคริสเตียนกับพิธีกรรมนอกรีต (paganism)
พระเยซูเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "คำสอนของบาลาอัม (doctrine of Balaam)" —
ยุคที่ 4 — ธิยาทิรา (Thyatira) | ค.ศ. 590–1517
คริสตจักรที่มืดที่สุดในประวัติศาสตร์
ยุคนี้ยาวนานกว่า 900 ปี — และเป็นยุคที่มืดที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสตจักร
ค.ศ. 590 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 (Pope Gregory I) ขึ้นครองตำแหน่ง และระบบคริสตจักรโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church) เริ่มรวมศูนย์อำนาจอย่างเต็มรูปแบบ ยุคกลาง (Middle Ages) เปิดฉากขึ้น
พระคัมภีร์ถูกล็อกไว้ในภาษาละติน (Latin) ที่ประชาชนทั่วไปอ่านไม่ออก การอ่านพระคัมภีร์เองในบางช่วงถือเป็นความผิด ผู้คนต้องซื้อ "indulgences" หรือใบยกโทษบาป เพื่อแลกกับความรอด นักประวัติศาสตร์ วิลล์ ดูแรนท์ (Will Durant) บันทึกไว้ใน The Story of Civilization ว่า ในยุคนี้ความรู้ด้านพระคัมภีร์ในหมู่ชาวบ้านทั่วไปแทบจะเป็นศูนย์
พระเยซูอ้างถึงระบบนี้ว่า "เยเซเบล (Jezebel)" —
แต่ในความมืดนั้นก็ยังมีแสง — จอห์น วิคลิฟฟ์ (John Wycliffe) แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกในยุค 1380s, ยาน ฮุส (Jan Hus) นักปฏิรูปชาวโบฮีเมียถูกเผาทั้งเป็นในปี ค.ศ. 1415 เพราะปฏิเสธอำนาจของสันตะปาปา — พวกเขาคือกลุ่มเล็ก ๆ ที่พระเยซูเรียกว่า "ผู้ที่ไม่ถือคำสอนนั้น" ซึ่งพระองค์สัญญาว่าจะปกป้อง (วิวรณ์ 2:24)
ยุคที่ 5 — ซาร์ดิส (Sardis) | ค.ศ. 1517–1750
คริสตจักรที่ตื่นขึ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์
31 ตุลาคม ค.ศ. 1517
ดูเหมือนชัยชนะ แต่มันคือกับดัก
เมื่อคริสตจักรเลิกถูกข่มเหง สิ่งที่เข้ามาแทนที่คืออิทธิพลทางการเมืองและความนิยมจากมวลชน ผู้คนหลั่งไหลเข้าโบสถ์ — ไม่ใช่เพราะเชื่อ แต่เพราะเป็นเรื่องของสังคม นักประวัติศาสตร์ เอ็ดเวิร์ด กิบบ้อน (Edward Gibbon) บันทึกไว้ใน The History of the Decline and Fall of the Roman Empire ว่า ยุคนี้คือจุดเริ่มต้นของการผสมผสาน (syncretism) ระหว่างความเชื่อคริสเตียนกับพิธีกรรมนอกรีต (paganism)
พระเยซูเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "คำสอนของบาลาอัม (doctrine of Balaam)" —
แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าสองสามข้อ คือพวกเจ้าบางคนถือตามคำสอนของบาลาอัม ซึ่งสอนบาลาคให้ก่อเหตุเพื่อให้พวกอิสราเอลทำผิด คือให้เขากินของที่ได้บูชาแก่รูปเคารพแล้ว และให้เขาล่วงประเวณีบาลาอัมในพระคัมภีร์เดิมคือผู้ที่ไม่สามารถสาปแช่งอิสราเอลได้โดยตรง — เขาจึงใช้วิธีล่อให้อิสราเอลประนีประนอมกับโลกแทน คริสตจักรยุคนี้ก็เจอกับดักเดียวกัน โดยไม่รู้ตัว
— วิวรณ์ 2:14 (TBS1971)
But I have a few things against you, because you have there those who hold the doctrine of Balaam, who taught Balak to put a stumbling block before the children of Israel, to eat things sacrificed to idols, and to commit sexual immorality.
— Revelation 2:14 (NKJV)
ยุคที่ 4 — ธิยาทิรา (Thyatira) | ค.ศ. 590–1517
คริสตจักรที่มืดที่สุดในประวัติศาสตร์
ยุคนี้ยาวนานกว่า 900 ปี — และเป็นยุคที่มืดที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสตจักร
พระคัมภีร์ถูกล็อกไว้ในภาษาละติน (Latin) ที่ประชาชนทั่วไปอ่านไม่ออก การอ่านพระคัมภีร์เองในบางช่วงถือเป็นความผิด ผู้คนต้องซื้อ "indulgences" หรือใบยกโทษบาป เพื่อแลกกับความรอด นักประวัติศาสตร์ วิลล์ ดูแรนท์ (Will Durant) บันทึกไว้ใน The Story of Civilization ว่า ในยุคนี้ความรู้ด้านพระคัมภีร์ในหมู่ชาวบ้านทั่วไปแทบจะเป็นศูนย์
พระเยซูอ้างถึงระบบนี้ว่า "เยเซเบล (Jezebel)" —
แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือพวกเจ้าทนฟังผู้หญิงชื่อเยเซเบล ที่ยกตัวขึ้นเป็นผู้เผยพระวจนะ หญิงนั้นสอนและล่อลวงผู้รับใช้ของเราให้ล่วงประเวณี และให้กินของที่บูชาแก่รูปเคารพแล้วเยเซเบลในพระคัมภีร์เดิมคือราชินีที่สังหารผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าและแทนที่ด้วยนักบวชของบาอัล — ในเชิงสัญลักษณ์ มันชี้ถึงอันตรายของระบบทางศาสนาใด ๆ ก็ตาม ที่เริ่มวางตัวเองระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
— วิวรณ์ 2:20 (TBS1971)
Nevertheless I have a few things against you, because you allow that woman Jezebel, who calls herself a prophetess, to teach and seduce My servants to commit sexual immorality and eat things sacrificed to idols.
— Revelation 2:20 (NKJV)
แต่ในความมืดนั้นก็ยังมีแสง — จอห์น วิคลิฟฟ์ (John Wycliffe) แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกในยุค 1380s, ยาน ฮุส (Jan Hus) นักปฏิรูปชาวโบฮีเมียถูกเผาทั้งเป็นในปี ค.ศ. 1415 เพราะปฏิเสธอำนาจของสันตะปาปา — พวกเขาคือกลุ่มเล็ก ๆ ที่พระเยซูเรียกว่า "ผู้ที่ไม่ถือคำสอนนั้น" ซึ่งพระองค์สัญญาว่าจะปกป้อง (วิวรณ์ 2:24)
ยุคที่ 5 — ซาร์ดิส (Sardis) | ค.ศ. 1517–1750
คริสตจักรที่ตื่นขึ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์
31 ตุลาคม ค.ศ. 1517
มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) พระนักบวชที่กำลังคลุกคลีกับความทรมานทางจิตใจ นำกระดาษแผ่นหนึ่งไปตอกที่ประตูโบสถ์ Castle Church เมืองวิตเทนแบร์ก (Wittenberg) ประเทศเยอรมนี
95 ข้อโต้แย้ง — เขาไม่ได้ตั้งใจจะล้มคริสตจักร เขาแค่อยากถกเถียงในเชิงวิชาการ
แต่พระเจ้ามีแผนที่ใหญ่กว่านั้น
การปฏิรูปศาสนา (Protestant Reformation) จุดชนวนขึ้น คำสอนเรื่อง "ความชอบธรรมโดยความเชื่อ" (justification by faith) กลับมา โยฮันน์ กูเทนเบิร์ก (Johann Gutenberg) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ไว้ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สิบปี — และมันทำให้พระคัมภีร์แพร่กระจายไปสู่มือประชาชนทั่วยุโรปในความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่พระเยซูตรัสกับคริสตจักรยุคนี้ว่า —
อย่างไรก็ตาม พระเยซูไม่ได้ทิ้งยุคนี้ไว้กับความมืดเพียงอย่างเดียว
พระองค์ตรัสว่า — "มีบางคนแม้แต่ในซาร์ดิสที่ไม่ได้ทำให้เสื้อผ้าของตนเป็นมลทิน" (วิวรณ์ 3:4)
เสื้อผ้าที่พระองค์พูดถึงนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทอขึ้นเอง — มันคือความชอบธรรมที่พระองค์ประทานให้ ตั้งแต่วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน คนเหล่านี้ไม่ได้รอดเพราะเข้มแข็งพอ แต่เพราะพระองค์ไม่ปล่อยให้พวกเขาหลุดมือไป
และนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทำมาตลอด — ไม่ว่ายุคจะมืดแค่ไหน พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้โลกนี้ไม่มีพยานของพระองค์เลยแม้แต่ยุคเดียว เหมือนที่พระองค์เคยบอกเอลียาห์ตอนที่เขานึกว่าตัวเองเหลืออยู่คนเดียวในโลก — "เรายังสงวนไว้เจ็ดพันคนในอิสราเอล" (1 พงศ์กษัตริย์ 19:18)
พระองค์เป็นผู้สงวนรักษา — ไม่ใช่พวกเขาที่รักษาตัวเองเอาไว้
ยุคที่ 6 — ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) | ค.ศ. 1750–1900
คริสตจักรที่พระเจ้าเปิดประตูให้
เมื่อเดินทางมาถึงจดหมายฉบับที่ 6 บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีคำเตือน มีแต่สัญญา
ยุคนี้ตรงกับ Great Awakening ครั้งแรกและครั้งที่สองของโลกตะวันตก — จอห์น เวสลีย์ (John Wesley) และ จอร์จ ไวท์ฟิลด์ (George Whitefield) ประกาศในทุ่งโล่ง ผู้คนนับหมื่นกลับใจ ขบวนการมิชชันนารี (Great Mission Movement) ระเบิดออกไปทั่วโลก — วิลเลียม แคร์รี (William Carey) ไปอินเดีย, เจมส์ ฮัดสัน เทย์เลอร์ (James Hudson Taylor) เข้าประเทศจีน, เดวิด ลิฟวิงสตัน (David Livingstone) บุกแอฟริกา
ข่าวประเสริฐออกไปถึงทุกทวีป — ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
และพระเยซูทรงตรัสสัญญาพิเศษ — สัญญาที่ต่างจากทุกฉบับ
คำ ๆ นี้ไม่ใช่คำเตือนธรรมดา
และสัญญาที่ว่า "เราจะรักษาเจ้าให้พ้น" ก็ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ
มีบางอย่างซ่อนอยู่ในประโยคนี้ — บางอย่างที่เขียนไว้ในภาษากรีกต้นฉบับ (original Greek) ซึ่งในการแปลแทบทุกภาษาในโลก
หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ยุคที่ 7 — เลาดิเซีย (Laodicea) | ค.ศ. 1900–ปัจจุบัน
คริสตจักรที่พระเจ้ายืนเคาะประตูอยู่ข้างนอก
ถ้าจดหมายฉบับที่ 6 คือจดหมายที่อบอุ่นที่สุด
จดหมายฉบับที่ 7 คือจดหมายที่น่าเป็นห่วงที่สุด — แต่ก็เป็นจดหมายที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่เคยยอมแพ้
เลาดิเซีย (Laodicea) — เมืองที่รวยที่สุดในแคว้นเอเชียไมเนอร์ในสมัยโรมัน มีธนาคาร มีอุตสาหกรรมขนสัตว์ชั้นเยี่ยม มียาตาที่มีชื่อเสียงทั่วจักรวรรดิ แต่มีปัญหาเรื่องน้ำ — น้ำที่ส่งมาถึงเมืองนี้ผ่านท่อหินระยะทางไกล พอถึงปลายทางก็กลายเป็นน้ำอุ่น ไม่ร้อน ไม่เย็น ดื่มไม่ได้ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
พระเยซูหยิบภาพนี้มาพูดกับคริสตจักรตรง ๆ:
และนั่นคือภาพของคริสตจักรในยุคนี้
อาคารใหญ่โต โปรแกรมครบครัน เสียงเพลงดังกึกก้อง เทศนาที่คนฟังแล้วรู้สึกดี — แต่ถามว่าพระเยซูอยู่ที่ไหนในทั้งหมดนี้ คำตอบบางทีก็เงียบเกินไป
แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของจดหมายฉบับนี้
เพราะหลังจากที่พระองค์บอกความจริงทั้งหมด — พระองค์ไม่ได้หันหลังกลับ
พระองค์ยืนอยู่ที่ประตู และเคาะ
95 ข้อโต้แย้ง — เขาไม่ได้ตั้งใจจะล้มคริสตจักร เขาแค่อยากถกเถียงในเชิงวิชาการ
แต่พระเจ้ามีแผนที่ใหญ่กว่านั้น
การปฏิรูปศาสนา (Protestant Reformation) จุดชนวนขึ้น คำสอนเรื่อง "ความชอบธรรมโดยความเชื่อ" (justification by faith) กลับมา โยฮันน์ กูเทนเบิร์ก (Johann Gutenberg) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ไว้ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สิบปี — และมันทำให้พระคัมภีร์แพร่กระจายไปสู่มือประชาชนทั่วยุโรปในความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่พระเยซูตรัสกับคริสตจักรยุคนี้ว่า —
<<จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองซาร์ดิสว่า <พระองค์ผู้ทรงมีพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า และทรงมีดาราเจ็ดดวงนั้น ได้ตรัสดังนี้ว่า <<<เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า เจ้าได้ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ แต่ว่าเจ้าได้ตายเสียแล้วการปฏิรูปได้คืนความจริงหลายอย่างที่หายไป — นั่นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็เป็นธรรมดาที่การปฏิรูปในรุ่นแรกจะยังคงรูปร่างบางอย่างของโลกเดิมไว้ ยังมีส่วนที่กำลังรอการฟื้นฟูต่อไป
— วิวรณ์ 3:1 (TBS1971)
“And to the angel of the church in Sardis write, ‘These things says He who has the seven Spirits of God and the seven stars: “I know your works, that you have a name that you are alive, but you are dead.
— Revelation 3:1 (NKJV)
อย่างไรก็ตาม พระเยซูไม่ได้ทิ้งยุคนี้ไว้กับความมืดเพียงอย่างเดียว
พระองค์ตรัสว่า — "มีบางคนแม้แต่ในซาร์ดิสที่ไม่ได้ทำให้เสื้อผ้าของตนเป็นมลทิน" (วิวรณ์ 3:4)
เสื้อผ้าที่พระองค์พูดถึงนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทอขึ้นเอง — มันคือความชอบธรรมที่พระองค์ประทานให้ ตั้งแต่วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน คนเหล่านี้ไม่ได้รอดเพราะเข้มแข็งพอ แต่เพราะพระองค์ไม่ปล่อยให้พวกเขาหลุดมือไป
และนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทำมาตลอด — ไม่ว่ายุคจะมืดแค่ไหน พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้โลกนี้ไม่มีพยานของพระองค์เลยแม้แต่ยุคเดียว เหมือนที่พระองค์เคยบอกเอลียาห์ตอนที่เขานึกว่าตัวเองเหลืออยู่คนเดียวในโลก — "เรายังสงวนไว้เจ็ดพันคนในอิสราเอล" (1 พงศ์กษัตริย์ 19:18)
พระองค์เป็นผู้สงวนรักษา — ไม่ใช่พวกเขาที่รักษาตัวเองเอาไว้
ยุคที่ 6 — ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) | ค.ศ. 1750–1900
คริสตจักรที่พระเจ้าเปิดประตูให้
เมื่อเดินทางมาถึงจดหมายฉบับที่ 6 บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีคำเตือน มีแต่สัญญา
<<เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครปิดได้ เรารู้ว่าเจ้ามีกำลังเพียงเล็กน้อย แต่กระนั้นเจ้าก็ได้ประพฤติตามคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา
— วิวรณ์ 3:8 (TBS1971)
“I know your works. See, I have set before you an open door, and no one can shut it; for you have a little strength, have kept My word, and have not denied My name.
— Revelation 3:8 (NKJV)
ข่าวประเสริฐออกไปถึงทุกทวีป — ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
และพระเยซูทรงตรัสสัญญาพิเศษ — สัญญาที่ต่างจากทุกฉบับ
เพราะเหตุที่เจ้าได้ประพฤติตามคำของเรา คือให้มีความอดทน เราจะป้องกันเจ้าให้พ้นจากช่วงเวลาแห่งการทดลองใจ ซึ่งจะมีทั่วทั้งโลก เพื่อจะลองใจคนทั้งปวงที่อยู่ในโลก"ชั่วโมงแห่งการทดลอง (the hour of trial)" ที่จะมาถึงทั่วโลก
— วิวรณ์ 3:10 (TBS1971)
Because you have kept My command to persevere, I also will keep you from the hour of trial which shall come upon the whole world, to test those who dwell on the earth.
— Revelation 3:10 (NKJV)
คำ ๆ นี้ไม่ใช่คำเตือนธรรมดา
และสัญญาที่ว่า "เราจะรักษาเจ้าให้พ้น" ก็ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ
มีบางอย่างซ่อนอยู่ในประโยคนี้ — บางอย่างที่เขียนไว้ในภาษากรีกต้นฉบับ (original Greek) ซึ่งในการแปลแทบทุกภาษาในโลก
หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ยุคที่ 7 — เลาดิเซีย (Laodicea) | ค.ศ. 1900–ปัจจุบัน
คริสตจักรที่พระเจ้ายืนเคาะประตูอยู่ข้างนอก
ถ้าจดหมายฉบับที่ 6 คือจดหมายที่อบอุ่นที่สุด
จดหมายฉบับที่ 7 คือจดหมายที่น่าเป็นห่วงที่สุด — แต่ก็เป็นจดหมายที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่เคยยอมแพ้
เลาดิเซีย (Laodicea) — เมืองที่รวยที่สุดในแคว้นเอเชียไมเนอร์ในสมัยโรมัน มีธนาคาร มีอุตสาหกรรมขนสัตว์ชั้นเยี่ยม มียาตาที่มีชื่อเสียงทั่วจักรวรรดิ แต่มีปัญหาเรื่องน้ำ — น้ำที่ส่งมาถึงเมืองนี้ผ่านท่อหินระยะทางไกล พอถึงปลายทางก็กลายเป็นน้ำอุ่น ไม่ร้อน ไม่เย็น ดื่มไม่ได้ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
พระเยซูหยิบภาพนี้มาพูดกับคริสตจักรตรง ๆ:
<<เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า เจ้าไม่เย็นไม่ร้อน เราใคร่ให้เจ้าเย็นหรือร้อน ¹⁶ เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่นๆ ไม่เย็นและไม่ร้อน เราจะคายเจ้าออกจากปากของเราคริสตจักรเลาดิเซียไม่ได้ละทิ้งพระเจ้า — พวกเขายังมาโบสถ์ ยังร้องเพลง ยังทำกิจกรรม แต่พระเยซูไม่ใช่ศูนย์กลางของสิ่งที่พวกเขาทำอีกต่อไป พระองค์กลายเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม ไม่ใช่แก่นของทุกสิ่ง
— วิวรณ์ 3:15-16 (TBS1971)
“I know your works, that you are neither cold nor hot. I could wish you were cold or hot. ¹⁶ So then, because you are lukewarm, and neither cold nor hot, I will vomit you out of My mouth.
— Revelation 3:15-16 (NKJV)
และนั่นคือภาพของคริสตจักรในยุคนี้
อาคารใหญ่โต โปรแกรมครบครัน เสียงเพลงดังกึกก้อง เทศนาที่คนฟังแล้วรู้สึกดี — แต่ถามว่าพระเยซูอยู่ที่ไหนในทั้งหมดนี้ คำตอบบางทีก็เงียบเกินไป
เพราะเจ้าพูดว่า <เราเป็นคนมั่งมีได้ทรัพย์สมบัติมาก และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย> เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ เป็นคนขัดสน เป็นคนตาบอด และเปลือยกายอยู่คริสตจักรที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร — คือคริสตจักรที่อันตรายที่สุด เพราะความหิวโหยที่แท้จริงถูกกลบไปด้วยสิ่งที่ดูดีจากภายนอก จนลืมไปว่าสิ่งที่ขาดไปนั้นคือตัวพระองค์เอง
— วิวรณ์ 3:17 (TBS1971)
Because you say, ‘I am rich, have become wealthy, and have need of nothing’—and do not know that you are wretched, miserable, poor, blind, and naked—
— Revelation 3:17 (NKJV)
แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของจดหมายฉบับนี้
เพราะหลังจากที่พระองค์บอกความจริงทั้งหมด — พระองค์ไม่ได้หันหลังกลับ
พระองค์ยืนอยู่ที่ประตู และเคาะ
นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเราสิ่งที่น่าตกใจที่สุดในภาพนี้ คือพระเยซูอยู่นอกคริสตจักร
— วิวรณ์ 3:20 (TBS1971)
Behold, I stand at the door and knock. If anyone hears My voice and opens the door, I will come in to him and dine with him, and he with Me.
— Revelation 3:20 (NKJV)
ประตูที่พระองค์ทรงเคาะ คือประตูคริสตจักร
หลายคนคุ้นเคยกับข้อพระคัมภีร์นี้ในฐานะข้อเชิญชวนให้คนรับเชื่อ — และมันถูกใช้แบบนั้นมาตลอด แต่ถ้าอ่านในบริบทจริง ๆ พระเยซูไม่ได้กำลังพูดกับคนที่ยังไม่รู้จักพระองค์ พระองค์กำลังพูดกับคริสตจักร — กับคนที่มาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ร้องเพลงสรรเสริญ และนั่งฟังเทศนา
คริสตจักรที่มีทุกอย่าง ยกเว้นพระองค์
แต่พระองค์ไม่ได้เดินจากไป — พระองค์ยืนอยู่ตรงนั้น รอที่จะได้กลับเข้ามาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง
และพระองค์ยังเคาะอยู่
นาฬิกาหยุดที่ไหน?
ย้อนกลับมาดูนาฬิกาทั้งหมด
7 คริสตจักร — 7 ยุค — 2,000 ปี
และถ้า 7 ยุคนี้ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น ลำดับเหตุการณ์ที่พระเจ้าวางไว้ล่วงหน้า —
แล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหนในนาฬิกานั้น?
นักพระคัมภีร์หลายท่าน อาทิ แฮร์รี ไอรอนไซด์ (Harry Ironside) และ จอห์น วอลวูร์ด (John Walvoord) แห่ง Dallas Theological Seminary เสนอว่า คริสตจักรในยุคปลายจะมีลักษณะของทั้งยุคที่ 6 และยุคที่ 7 อยู่ด้วยกัน — ฟิลาเดลเฟียกับเลาดิเซียเดินเคียงข้างกัน ผู้ที่ยังซื่อสัตย์ต่อพระวจนะ และผู้ที่อุ่น ๆ ตามกระแส
และถ้าเป็นเช่นนั้น —
นาฬิกาก็อาจกำลังเดินเข้าใกล้ชั่วโมงสำคัญที่สุดแล้ว
แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ค้างอยู่ในจดหมายฉบับที่ 6
สัญญาที่พระเยซูให้ไว้กับฟิลาเดลเฟีย — คำสัญญาที่ต่างจากทุกยุค — มีสามตัวอักษรในภาษากรีกที่ซ่อนอยู่
สามตัวอักษรที่นักเทววิทยาได้ถกเถียงกันมาสองศตวรรษ
และคำตอบนั้น — เปลี่ยนทุกอย่าง
References: Bengel, J. A. (1742). Gnomon Novi Testamenti | Scofield, C. I. (1909). Scofield Reference Bible | Ironside, H. A. (1920). Lectures on the Book of Revelation | Schaff, Philip (1858). History of the Christian Church (Vols. I–VIII) | Durant, Will (1950). The Story of Civilization, Vol. IV: The Age of Faith | Gibbon, Edward (1776). The History of the Decline and Fall of the Roman Empire | Tertullian (c. AD 197). Apologeticus | Barclay, William (1957). Letters to the Seven Churches | Walvoord, John F. (1966). The Revelation of Jesus Christ | Moody, D. L. | Carey, William | Taylor, J. Hudson | Livingstone, David








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น